ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 เปิดเผยรายงานสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาประจำวันที่ 4 ตุลาคม 2568 พบความเคลื่อนไหวอากาศยานไร้คนขับฝ่ายกัมพูชารวม 71 ลำ กระจายตัวในพื้นที่เป้าหมาย 5 จุดหลัก ขณะที่คณะผู้สังเกตการณ์ระหว่างประเทศลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของฝ่ายกัมพูชา
ในบรรยากาศที่ตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยังคงมีความอ่อนไหวอย่างต่อเนื่อง กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกรายงานสรุปสถานการณ์ประจำวันที่แสดงให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวที่เข้มข้นของฝ่ายกัมพูชา โดยเฉพาะการใช้อากาศยานไร้คนขับหรือโดรนในการสำรวจและเฝ้าระวังพื้นที่ตามแนวชายแดนที่เป็นจุดพิพาทระหว่างสองประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงระดับความตื่นตัวและการเตรียมพร้อมทางยุทธวิธีของทั้งสองฝ่าย
คณะผู้สังเกตการณ์นานาชาติลงพื้นที่อุบลฯ รับทราบข้อเท็จจริง
ในวันที่ 4 ตุลาคม 2568 กองทัพภาคที่ 2 ได้ดำเนินการตามกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศโดยเชิญคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team: IOT) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการติดตามและตรวจสอบสถานการณ์ตามแนวชายแดน นำโดยผู้ช่วยทูตทหารจากประเทศมาเลเซียประจำประเทศไทย เดินทางมาที่จังหวัดอุบลราชธานีเพื่อรับทราบข้อมูลและสำรวจพื้นที่จริง
การเยือนครั้งนี้เริ่มต้นด้วยการรับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์ ณ โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นฐานปฏิบัติการสำคัญของกองทัพภาคที่ 2 ก่อนที่คณะจะเดินทางไปสำรวจพื้นที่ช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีรายงานการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของฝ่ายกัมพูชา
พลตรี สุคนธรัตน์ ชาวพงษ์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 ได้รับหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายไทยในการให้การต้อนรับและนำเสนอข้อมูลแก่คณะผู้สังเกตการณ์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้คณะ IOT ได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วนและเป็นกลาง ซึ่งจะนำไปสู่การประเมินสถานการณ์และการหาแนวทางแก้ไขปัญหาความขัดแย้งตามกลไกระหว่างประเทศต่อไป
การสำรวจพื้นที่เกี่ยวข้องกับบันทึกข้อตกลง GBC
การเชิญคณะ IOT มาสำรวจพื้นที่ในครั้งนี้มีความสำคัญเนื่องจากเป็นการดำเนินการตามบันทึกข้อตกลงจากผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ไทย-กัมพูชา ที่ได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการหารือและแก้ไขปัญหาข้อพิพาทชายแดนระหว่างสองประเทศ
การประชุม GBC ครั้งดังกล่าวได้มีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงและลดความตึงเครียดตามแนวชายแดน อย่างไรก็ตาม รายงานในปัจจุบันแสดงให้เห็นว่ายังมีการละเมิดข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้น ซึ่งเป็นเหตุให้ฝ่ายไทยต้องดำเนินการเชิญคณะผู้สังเกตการณ์มาตรวจสอบเพื่อสร้างความเป็นธรรมและความโปร่งใสในการจัดการกับสถานการณ์
กลไก IOT นี้ถือเป็นส่วนสำคัญของระบบการรักษาสันติภาพและการแก้ไขข้อพิพาทระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน โดยประเทศมาเลเซียได้รับหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกและเป็นกลางในการติดตามสถานการณ์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของทั้งสองประเทศในการแก้ไขปัญหาผ่านช่องทางการทูตและกลไกระหว่างประเทศมากกว่าการใช้กำลัง
ตรวจพบโดรนกัมพูชา 71 ลำ กระจายใน 5 พื้นที่ยุทธศาสตร์
จากการเฝ้าตรวจและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดของหน่วยปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้มีการตรวจพบความเคลื่อนไหวของอากาศยานไร้คนขับหรือโดรนฝ่ายกัมพูชารวมทั้งสิ้น 71 ลำ โดยกระจายตัวอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ 5 จุดหลักตามแนวชายแดน ซึ่งแต่ละพื้นที่ล้วนมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และเป็นจุดที่มีข้อพิพาทอธิปไตยระหว่างสองประเทศ
การใช้โดรนในปริมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของยุทธวิธีในการเฝ้าระวังและรวบรวมข้อมูลข่าวกรองตามแนวชายแดน โดรนเหล่านี้อาจถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ทั้งการสำรวจภูมิประเทศ การตรวจจับความเคลื่อนไหวของกองกำลังฝ่ายตรงข้าม การประเมินตำแหน่งยุทธศาสตร์ และอาจรวมถึงการเตรียมพร้อมทางยุทธวิธีในกรณีที่เกิดความขัดแย้งรุนแรงขึ้น
ปราสาทตาควาย: จุดตรวจพบโดรนหนาแน่นสูงสุด 50 ลำ
พื้นที่ปราสาทตาควายเป็นจุดที่มีการตรวจพบโดรนฝ่ายกัมพูชามากที่สุดถึง 50 ลำ หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 70 ของโดรนทั้งหมดที่ตรวจพบในวันดังกล่าว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสนใจเป็นพิเศษของฝ่ายกัมพูชาต่อพื้นที่แห่งนี้
ปราสาทตาควายเป็นโบราณสถานสำคัญที่มีอายุกว่าพันปี สร้างขึ้นในสมัยอาณาจักรขอม มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีสูง พื้นที่บริเวณนี้ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดศรีสะเกษ และเป็นหนึ่งในจุดที่มีข้อพิพาทเรื่องเขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชามาอย่างยาวนาน
การตรวจพบโดรนจำนวนมากในพื้นที่นี้อาจสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของฝ่ายกัมพูชาในการรวบรวมข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์อย่างเข้มข้น ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการเตรียมการสนับสนุนข้ออ้างทางกฎหมายและหลักฐานเพื่อใช้ในเวทีระหว่างประเทศ หรืออาจเป็นส่วนหนึ่งของการเสริมสร้างความพร้อมทางยุทธวิธีในพื้นที่
ช่องอานม้า: พบโดรน 6 ลำ บริเวณจุดยุทธศาสตร์
บริเวณช่องอานม้าซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดยุทธศาสตร์สำคัญตามแนวชายแดน มีการตรวจพบโดรนฝ่ายกัมพูชา 6 ลำ แม้จำนวนจะน้อยกว่าพื้นที่ปราสาทตาควายอย่างมาก แต่ก็ยังคงแสดงให้เห็นถึงความต่อเนื่องในการเฝ้าระวังและรวบรวมข้อมูลของฝ่ายตรงข้าม
ช่องอานม้าเป็นพื้นที่ที่มีภูมิประเทศเป็นเทือกเขาและมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์สูงเนื่องจากเป็นทางผ่านธรรมชาติที่สามารถใช้ในการเคลื่อนย้ายกำลังพลและยุทโธปกรณ์ได้ การมีโดรนทำการสำรวจในพื้นที่นี้แสดงให้เห็นถึงความตระหนักของฝ่ายกัมพูชาต่อความสำคัญทางทหารของพื้นที่ดังกล่าว
การใช้โดรนในพื้นที่ที่มีภูมิประเทศซับซ้อนเช่นนี้มีข้อได้เปรียบอย่างมากเมื่อเทียบกับการส่งกำลังพลเข้าไปสำรวจโดยตรง เนื่องจากสามารถเข้าถึงพื้นที่ที่ยากลำบากได้ง่าย มีความเสี่ยงต่อกำลังพลน้อย และสามารถรวบรวมข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
ภูมะเขือ-ปราสาทพระวิหาร: โดรน 6 ลำ ในพื้นที่พิพาทประวัติศาสตร์
บริเวณภูมะเขือและปราสาทพระวิหาร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีประวัติความขัดแย้งทางดินแดนที่ยาวนานและรุนแรงที่สุดระหว่างไทยและกัมพูชา มีการตรวจพบโดรนฝ่ายกัมพูชา 6 ลำ ซึ่งถือเป็นจำนวนที่น่าจับตามองเมื่อพิจารณาถึงความอ่อนไหวทางการเมืองและความสำคัญทางสัญลักษณ์ของพื้นที่แห่งนี้
ปราสาทพระวิหารเป็นโบราณสถานขอมที่มีความงดงามและความสำคัญทางประวัติศาสตร์สูงสุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค ตั้งอยู่บนเทือกเขาพนมดงรัก มีประวัติความเป็นมาที่ซับซ้อนและเป็นที่มาของข้อพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชามาตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยในปี 2505 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศได้ตัดสินให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา แต่ข้อพิพาทเรื่องพื้นที่โดยรอบปราสาทยังคงดำเนินต่อมา
ในช่วงปี 2551-2554 ได้เกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างกองทัพของทั้งสองประเทศในบริเวณนี้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากทั้งสองฝ่าย รวมถึงประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งทำให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความตึงเครียดระหว่างสองประเทศ
การตรวจพบโดรนในพื้นที่นี้จึงมีความหมายมากกว่าแค่การสำรวจทางทหารทั่วไป แต่ยังสะท้อนถึงความตื่นตัวและความระมัดระวังของทั้งสองฝ่ายในการรักษาผลประโยชน์และอธิปไตยของตนในพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวสูงนี้
ช่องกร่าง: 5 ลำ บริเวณทางผ่านชายแดนธรรมชาติ
พื้นที่ช่องกร่างมีการตรวจพบโดรนฝ่ายกัมพูชา 5 ลำ ซึ่งถึงแม้จะเป็นจำนวนที่ไม่มากนัก แต่ก็ยังคงแสดงให้เห็นถึงการกระจายกำลังในการเฝ้าระวังอย่างทั่วถึงตามแนวชายแดน
ช่องกร่างเป็นอีกหนึ่งช่องทางธรรมชาติที่สามารถใช้เป็นเส้นทางผ่านแดนได้ มีลักษณะภูมิประเทศเป็นเขาและป่าไม้ ซึ่งในอดีตเคยเป็นเส้นทางการค้าและการสัญจรของผู้คนระหว่างสองประเทศ การมีโดรนทำการสำรวจในพื้นที่นี้อาจมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบการเคลื่อนไหวและป้องกันการแทรกซึมผ่านช่องทางธรรมชาติเหล่านี้
การกระจายกำลังโดรนไปยังช่องทางต่าง ๆ ตามแนวชายแดนแสดงให้เห็นถึงแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์ที่มีการวางแผนอย่างรอบคอบ โดยไม่มุ่งเน้นเพียงจุดเดียว แต่พยายามครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดที่มีความสำคัญทางยุทธวิธี ซึ่งสะท้อนถึงความตระหนักในการรักษาความปลอดภัยตามชายแดนอย่างครอบคลุม
ปราสาทตาเมือนธม: พบโดรน 4 ลำ จุดสุดท้ายที่ตรวจพบ
บริเวณปราสาทตาเมือนธมเป็นพื้นที่สุดท้ายที่มีการตรวจพบโดรนฝ่ายกัมพูชา จำนวน 4 ลำ ซึ่งถึงแม้จะเป็นจำนวนที่น้อยที่สุดในบรรดา 5 พื้นที่ที่มีการตรวจพบ แต่ก็ยังคงแสดงให้เห็นถึงความต่อเนื่องในการดำเนินการเฝ้าระวังตามแนวชายแดน
ปราสาทตาเมือนธมเป็นโบราณสถานขอมอีกแห่งหนึ่งที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ แม้จะมีชื่อเสียงน้อยกว่าปราสาทพระวิหารหรือปราสาทตาควาย แต่ก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมของภูมิภาคและเป็นจุดที่มีความอ่อนไหวในเรื่องการกำหนดเขตแดน
การมีโดรนทำการสำรวจในพื้นที่นี้แสดงให้เห็นว่าฝ่ายกัมพูชามีความพยายามในการรวบรวมข้อมูลอย่างครบถ้วนทั้งในพื้นที่ที่มีความสำคัญสูงและพื้นที่รองลงมา ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติที่สอดคล้องกับหลักการทางทหารในการรวบรวมข้อมูลข่าวกรองอย่างครอบคลุม
กองกำลังทั้งสองฝ่ายยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่น
แม้จะมีการตรวจพบโดรนและมีความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ตามแนวชายแดน แต่รายงานระบุว่าปัจจุบันกองกำลังทั้งสองฝ่ายยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง โดยไม่มีการเคลื่อนกำลังเข้าหากันหรือมีการปะทะกันโดยตรง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของทั้งสองฝ่ายในการรักษาสถานะที่เป็นอยู่และหลีกเลี่ยงการยกระดับความขัดแย้ง
ฝ่ายไทยได้จัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจตามเหตุการณ์ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตอบโต้ตามสถานการณ์หากมีความจำเป็น ซึ่งเป็นการดำเนินการตามหลักการทางทหารในการรักษาความมั่นคงและปกป้องอธิปไตย
การวางกำลังในลักษณะนี้แสดงให้เห็นถึงความสมดุลที่ละเอียดอ่อนระหว่างการรักษาการป้องกันที่เข้มแข็งและการหลีกเลี่ยงการยั่วยุหรือกระตุ้นให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงขึ้น ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับข้อตกลงหยุดยิงและความพยายามในการแก้ไขปัญหาผ่านช่องทางการทูต
การเตือนภัยข่าวปลอมและความร่วมมือจากประชาชน
ในสถานการณ์ที่มีความตึงเครียดและอ่อนไหวเช่นนี้ กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในเรื่องการรับข้อมูลข่าวสารให้มีความระมัดระวังและใช้วิจารณญาณ เพื่อป้องกันการรับข้อมูลที่คลาดเคลื่อน บิดเบือน หรือข่าวปลอม (Fake News) ที่อาจก่อให้เกิดความตื่นตระหนกหรือความเข้าใจผิดในหมู่ประชาชน
ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วผ่านสื่อสังคมออนไลน์และช่องทางดิจิทัลต่าง ๆ การควบคุมคุณภาพของข้อมูลที่ประชาชนได้รับกลายเป็นความท้าทายสำคัญ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ ข้อมูลที่ผิดพลาดหรือถูกบิดเบือนอาจนำไปสู่การตอบสนองที่ไม่เหมาะสมจากประชาชนและอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงโดยรวม
กองทัพภาคที่ 2 จึงได้เน้นย้ำให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากช่องทางอย่างเป็นทางการจากส่วนราชการ ซึ่งสามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้อย่างถูกต้องและทันเวลา การมีแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้และสามารถตรวจสอบได้จะช่วยสร้างความมั่นใจและลดความวิตกกังวลในหมู่ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนและพื้นที่ใกล้เคียง
ความหมายและผลกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและความต่อเนื่องของปัญหาข้อพิพาทชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งมีรากฐานมาจากประวัติศาสตร์ที่ยาวนานและมีมิติทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม แม้ว่าทั้งสองประเทศจะมีความสัมพันธ์ที่ดีในหลายด้านและเป็นสมาชิกอาเซียนด้วยกัน แต่ประเด็นชายแดนยังคงเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและต้องการการจัดการอย่างรอบคอบ
การใช้เทคโนโลยีโดรนในการเฝ้าระวังชายแดนเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงการพัฒนาทางเทคโนโลยีทางทหารในภูมิภาค ซึ่งทำให้การรวบรวมข้อมูลและการเฝ้าระวังมีประสิทธิภาพสูงขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็อาจทำให้ความตึงเครียดเพิ่มมากขึ้นเมื่อแต่ละฝ่ายตระหนักถึงการเฝ้าระวังของอีกฝ่ายอย่างใกล้ชิด
การที่คณะ IOT ได้เข้ามามีบทบาทในการตรวจสอบและติดตามสถานการณ์เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าทั้งสองประเทศยังคงมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาผ่านกลไกระหว่างประเทศและการทูตมากกว่าการใช้กำลังทหาร การมีบุคคลที่สามที่เป็นกลางเข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบและรับรองข้อเท็จจริงจะช่วยสร้างความโปร่งใสและความไว้วางใจระหว่างสองฝ่าย ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการแก้ไขข้อพิพาทอย่างยั่งยืน
ในระยะต่อไป การดำเนินการตามข้อตกลง GBC และการประสานงานผ่าน IOT จะเป็นกุญแจสำคัญในการลดความตึงเครียดและสร้างความเข้าใจที่ดีขึ้นระหว่างสองประเทศ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ไม่เพียงแต่ต่อไทยและกัมพูชาเท่านั้น แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงและเสถียรภาพของภูมิภาคอาเซียนโดยรวม