ชำแหละทุกฉาก “Song Sung Blue”: ความรัก ความสูญเสีย และการลุกขึ้นยืนใหม่ของคู่รักที่โลกลืม ก่อนตอนจบที่หักหัวใจคนดูทั้งโรง
เปิดฉาก: ชายผู้มีเพียงเพลงและความสงบ 20 ปี
เรื่องราวเริ่มต้นด้วยภาพของ ไมค์ ซาร์ดินา ที่รับบทโดย ฮิวจ์ แจ็กแมน ในบทบาทที่ดูเหมือนจะอยู่ห่างไกลจากความยิ่งใหญ่ที่คนดูคุ้นเคยจากวูล์ฟเวอรีน เขายืนอยู่หน้าวงประชุมกลุ่มผู้ติดสุราที่เลิกเหล้าแล้ว (AA Meeting) กล่าวแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงสงบ ประกาศว่าวันนี้คือวันครบรอบ 20 ปีที่เขาเลิกดื่มเหล้า และทุกปีในวันนี้ เขาจะเล่นเพลง “Song Sung Blue” เพื่อเป็นการรำลึกถึงบทเรียนชีวิต
หนังส่งสัญญาณตั้งแต่ต้นว่านี่ไม่ใช่หนังเกี่ยวกับฮีโร่ แต่เป็นหนังเกี่ยวกับ มนุษย์ธรรมดาที่ยังคงสู้ต่อไป ไมค์หาเลี้ยงชีพด้วยการแสดงในกลุ่มนักแสดงเลียนแบบดาราดัง ณ สวนสนุกแห่งหนึ่งในแถบมิดเวสต์ของอเมริกา กลุ่มนี้มีทั้งคนรับบทเอลวิส บัดดี้ ฮอลลี และลิตเติ้ล ริชาร์ด แต่ไมค์ปฏิเสธที่จะขึ้นเวทีในฐานะใครก็ตาม นอกจากตัวเอง ซึ่งเขาเรียกตัวเองว่า “สายฟ้า” (Lightning) นั่นทำให้เขาลาออกจากกลุ่มในที่สุด
ชั่วโมงที่ฟ้าผ่าลงมาพบเสียงฟ้าร้อง
ในวันที่ลาออก ไมค์ได้พบกับ แคลร์ ที่รับบทโดย เคต ฮัดสัน นักแสดงเลียนแบบ แพตซี ไคลน์ ผู้มีเสียงร้องอันทรงพลัง ทั้งคู่มีบทสนทนาสั้นๆ ที่แคลร์แนะนำให้เขาลองเดินเส้นทางของ นีล ไดมอนด์ ดูบ้าง
คืนนั้นไมค์กลับบ้าน วางแผ่นเสียงไวนิลของนีล ไดมอนด์ แล้วฝึกร้องเพลงในความเงียบ ฉากนี้ดูเรียบง่าย แต่มีความหมายลึกซึ้ง มันคือช่วงเวลาที่มนุษย์คนหนึ่งค้นพบว่าตัวเองยังมีบางสิ่งที่ยังไม่สายเกินไปจะเริ่ม
ความสัมพันธ์ระหว่างไมค์และแคลร์เบ่งบานขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อไมค์เริ่มรู้ว่าชีวิตคนทั้งคู่มีโครงสร้างเดียวกัน ต่างฝ่ายต่างเคยผ่านการแต่งงานที่ล้มเหลวมา เพราะคู่ครองของพวกเขาถูกทำให้รู้สึกด้อยค่า ไมค์ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าเขาเคยเป็นส่วนหนึ่งของปัญหานั้น แต่เขาเลือกที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง
คืนที่เขาไปเยี่ยมบ้านแคลร์ ได้พบกับแม่และลูกสองคน คือ เรเชล ลูกสาวคนโต และ เดย์นา ลูกชาย ทั้งคู่ได้ร้องเพลงร่วมกันอย่างสนุกสนานจนดึกดื่น กว่าจะรู้ตัว แม่ของแคลร์ก็เดินมาบ่น แต่บรรยากาศในฉากนั้นบอกให้รู้ว่า ประกายไฟที่แท้จริงได้จุดขึ้นแล้ว ไมค์เสนอชื่อคู่ดูโอว่า “Lightning and Thunder” หรือ “สายฟ้าและฟ้าร้อง” แคลร์ยิ้มรับและจูบเขา
สร้างวง สร้างชีวิต และคืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโรงเตี้ยมบาร์
ไมค์ไม่รอช้า เขากลับไปหา มาร์ก นักแสดงเลียนแบบบัดดี้ ฮอลลีที่เคยเป็นหัวหน้ากลุ่ม เพื่อขอโทษและขอความช่วยเหลือในการสร้างทีมสนับสนุน ทีมงานฝ่ายผลิตและวงดนตรีค่อยๆ ก่อร่างขึ้น ไมค์เชิญลูกสาวของตัวเอง คือ แองเจลินา มาจากฟลอริดา เพื่อให้แองเจลินาและเรเชลได้ทำความรู้จักกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในฉากที่อบอุ่นที่สุดในหนัง เมื่อสองสาวจากครอบครัวที่แตกต่างกันกลับพบกันในฐานะ “คนที่เข้าใจกัน” ทั้งคู่ขึ้นไปนั่งบนหลังคารถและดูเครื่องบินบินผ่าน
การซ้อมในโรงรถกลายเป็นภาพที่น่าจดจำ เมื่อเพื่อนบ้านข้ามถนนที่ทำหน้าบึ้งตึงในตอนแรก ค่อยๆ เดินออกมาร่วมเต้นอยู่ริมถนน นั่นคือพลังของดนตรีที่หนังพยายามจะบอก
แต่งานแสดงสดครั้งแรกในบาร์กลับเป็นหายนะ เมื่อผู้ชมที่รอคอยอยู่คือกลุ่มไบเกอร์สวมเสื้อกั๊กหนัง การแสดงถูกเพิกเฉย และเมื่อมีคนพูดว่า “นีล ไดมอนด์ห่วย” ไมค์ก็ก่อเรื่องทะเลาะวิวาทจนงานแสดงจบลงแบบที่ไม่มีใครต้องการ อย่างไรก็ตาม หลังจากเรื่องวุ่นวายนั้น ไมค์สารภาพต่อแคลร์ว่าคืนนั้นเขาตั้งใจจะพาเธอไปทานอาหารในบรรยากาศโรแมนติกและขอแต่งงาน เขามีแหวนอยู่ในกระเป๋าแล้ว แคลร์หยุดฟังถึงตรงคำว่า “แหวน” แล้วตอบว่า “ตกลง” ทันที โดยมีเงื่อนไขเดียวคือต้องเปิดเพลง “Sweet Caroline” ในงานเลี้ยง
มงคลสมรส ความสำเร็จ และรถที่พลิกชีวิตทุกอย่าง
ภาพตัดต่ออันสนุกสนานของงานแต่งงานและการแสดงหลายต่อหลายครั้งบอกให้รู้ว่าชีวิตของทั้งคู่กำลังไปได้สวย จุดสูงสุดมาถึงเมื่อวง Pearl Jam เชิญ Lightning and Thunder ไปเป็นวงเปิดการแสดง และ เอ็ดดี้ เวดเดอร์ ขึ้นมาร้องเพลงร่วมกันบนเวที นั่นคือความฝันที่กลายเป็นความจริง
แต่หนังไม่ปล่อยให้ความสุขดำเนินต่อไปนาน ในวันที่ไมค์ขอให้เดย์นาถ่ายวิดีโอเพื่อบันทึกวันครบรอบ 21 ปีการเลิกเหล้าของเขา แคลร์กำลังทำสวนอยู่หน้าบ้าน ก่อนที่รถยนต์คันหนึ่งจะเสียหลักพุ่งเข้าหาเธอ
ฉากที่โรงพยาบาลตึงเครียดหนักมาก ไมค์ไม่สามารถทนกับความกดดันทางอารมณ์ได้ จนเขาเกิดอาการหัวใจวาย เขาพาเรเชลเข้าไปในห้องหนึ่ง ปิดม่าน แล้วอธิบายวิธีใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจให้เธอฟัง ก่อนจะหมดสติ เรเชลในวัย 17-18 ปี ต้องกระตุ้นหัวใจของผู้ชายที่กำลังจะกลายเป็นพ่อเลี้ยงของเธอ โดยลำพัง ฉากนี้คือจุดหักเหทางอารมณ์ที่ทรงพลังที่สุดของหนัง
แคลร์รอดชีวิต แต่เธอตื่นขึ้นมาและพบว่าขาซ้ายของเธอถูกตัดจากใต้เข่า
บาดแผลที่ลึกกว่ากระดูก และพายุในบ้านที่ไม่มีใครเห็น
ระยะเวลาต่อมาคือบทที่หนักที่สุดของหนัง แคลร์ตกอยู่ในภาวะซึมเศร้าอย่างหนัก เธอกล่าวหาไมค์ว่ามีผู้หญิงอื่นเพราะเธอไม่สวยงามอีกต่อไป บ้านกลายเป็นสนามรบทางอารมณ์
ไมค์ถูกบีบให้ไปรับงานเป็นพิธีกรคาราโอเกะในร้านอาหารไทยแห่งหนึ่ง เขาได้รับอนุญาตให้ร้องเพลงนีล ไดมอนด์ได้ในคืนวันพุธเท่านั้น ภาพนี้มันเจ็บปวด เพราะคนที่เคยเปิดการแสดงให้วง Pearl Jam ต้องมายืนร้องเพลงกับเครื่องคาราโอเกะในร้านข้าว
แองเจลินาลูกสาวเข้ามาหาพ่อที่ร้านอาหารไทยในคืนหนึ่ง เจ้าของร้านกำลังไว้อาลัยการจากไปของภรรยา บรรยากาศเต็มไปด้วยเพลงแห่งความโศกเศร้า แองเจลินาถามตรงๆ ว่าพ่อไปประชุม AA บ้างไหม ไมค์ยอมรับว่าการร้องเพลงไม่มีความหมายอีกต่อไป ถ้าแคลร์ไม่ได้อยู่ตรงนั้น ประโยคนี้อาจจะเป็นประโยคที่สรุปหัวใจของหนังทั้งเรื่องได้ดีที่สุด
ในขณะเดียวกัน แคลร์เริ่มเห็นภาพหลอน เธอฝันว่าควันบุหรี่นำทางเธอไปยังไมโครโฟนบนเวที เธอเดินไปยืนร้องเพลง แต่สุดท้ายก็ถูกรั้งกลับมาสู่ความเป็นจริง ซึ่งพบว่าตัวเองกำลังคลานอยู่กลางลานบ้าน กรีดร้องขอไมโครโฟนที่เรียกหาเธอ ครอบครัวตัดสินใจพาเธอเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจิตเวช
ฉากนี้ไม่ได้พรรณนาว่าแคลร์เป็นคนอ่อนแอ หนังกำลังบอกว่า การสูญเสียความฝันนั้นเจ็บปวดไม่แพ้การสูญเสียร่างกาย
ซ่อมหัวใจแต่ละดวงในบ้านที่ใกล้จะพัง
ระหว่างที่แคลร์อยู่โรงพยาบาล ไมค์ค้นพบว่า เรเชล ตั้งครรภ์มาสี่เดือนแล้ว แต่เพราะเธอยุ่งอยู่กับการดูแลคนในบ้านทุกคน ไม่มีใครสังเกตเห็นเธอเลย ไมค์ใช้วิธีทหารที่เรียกว่า SMEAC (Situation, Mission, Execution, Administration, Command/Signal) ค่อยๆ ถามและรับฟังแผนการของเรเชล เธอมีแผนชัดเจนแล้ว เธอต้องการให้เด็กไปอยู่กับคู่รักที่พร้อมรับเลี้ยง และได้ดำเนินการไว้บางส่วนแล้ว สิ่งเดียวที่เธอต้องการคือแม่ของเธอ
แคลร์เองก็ค่อยๆ ฟื้นฟูจิตใจในโรงพยาบาล เธอเริ่มตระหนักว่าการสูญเสียขาไม่ควรเท่ากับการสูญเสียความปรารถนาในการร้องเพลง ความเข้าใจนี้คือกุญแจที่ปลดล็อกเธอจากห้องมืดที่เธอขังตัวเองอยู่ เธอได้กลับบ้านทันคริสต์มาส
แล้วก็เกิดสิ่งที่เหลือเชื่อ รถยนต์คันหนึ่งเสียหลักพุ่งเข้าชนจุดเดิมในสวนของแคลร์อีกครั้ง แต่คราวนี้แคลร์เพิ่งก้าวออกมาจากจุดนั้นได้ไม่กี่วินาที เธอหัวเราะออกมาดังๆ ด้วยประโยคว่า “ฟ้าผ่าซ้ำตำแหน่งเดิมได้จริงๆ” และนั่นคือจุดที่ใจของเธอกลับมา
การคืนชีพของ Lightning and Thunder และวันที่ฟ้าผ่าเป็นครั้งสุดท้าย
วง Lightning and Thunder กลับมาแสดงอีกครั้ง เริ่มจากร้านอาหารไทยที่เคยเป็นที่ลี้ภัยของไมค์ ไปจนถึงเวทีที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ครอบครัวช่วยกันพาเรเชลผ่านช่วงท้ายของการตั้งครรภ์ จนถึงวันที่มอบเด็กน้อยให้กับคู่รักที่รอคอย ภาพของแคลร์กอดลูกสาวในช่วงเวลาแสนเจ็บปวดและงดงามนั้น คือความหมายที่แท้จริงของคำว่า “แม่”
เมื่อสถานที่แสดง The Ritz ในเมืองมิลวอกี ติดต่อมาขอให้ Lightning and Thunder เป็นหัวงานในคืนเดียวกับที่ นีล ไดมอนด์ จะแสดงคอนเสิร์ตขายบัตรหมดในเมืองเดียวกัน และมีการจัดการให้ทั้งคู่ได้พบกับนีล ไดมอนด์ที่ร้านไอศกรีมหลังโชว์ ไมค์รู้ว่านี่คือจุดหมายปลายทางที่ชีวิตนำพาเขามา
แต่ในเช้าวันนั้น ไมค์ล้มลงในห้องน้ำ ศีรษะกระแทกพื้น เขาลุกขึ้นมา มองหาบางอย่างเพื่อประคองตัวเอง ไม่ยอมบอกใคร เดินไปเวทีอย่างสง่างาม บอกแคลร์ว่าทั้งหมดนี้เกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีเธอ
คอนเสิร์ตสำเร็จด้วยเสียงปรบมือดังกึกก้อง แต่ในรถที่มุ่งหน้าไปร้านไอศกรีม เมื่อแคลร์หันไปบอกให้ไมค์ออกมาพบแฟนๆ เธอพบว่าเขานอนนิ่งอยู่บนที่นั่ง หัวใจหยุดเต้นแล้ว
ตอนจบที่ไม่ใช่ความพ่ายแพ้
งานศพของไมค์เต็มไปด้วยคนที่รักเขา แคลร์ขึ้นร้องเพลงนีล ไดมอนด์บทหนึ่งที่แทบไม่มีใครรู้จัก ให้แก่คนที่รักเพลงเหล่านั้นมากที่สุด
ฉากสุดท้าย เดย์นาเปิดวิดีโอที่ไมค์บันทึกไว้ล่วงหน้าสำหรับการประชุม AA เขากล่าวแนะนำตัวเองอย่างภาคภูมิใจว่าวันนี้คือวันครบรอบ 22 ปีที่เขาเลิกเหล้า ในพื้นหลังของฉากจบ เรเชลเฝ้าระวังถนนให้แม่ปลูกดอกไม้ในจุดที่รถเคยพุ่งเข้าชนถึงสองครั้ง ชีวิตดำเนินต่อไป แต่ครั้งนี้มีคนคอยดูแล
วิเคราะห์เจตนาของผู้กำกับและนัยยะที่ซ่อนอยู่
Song Sung Blue สร้างขึ้นจากเรื่องจริง และนั่นคือเหตุผลที่หนังไม่กลัวที่จะ “โหดร้าย” กับตัวละครหลัก หนังพูดถึงประเด็นที่ลึกมากกว่าเรื่องราวโรแมนติก ไม่ว่าจะเป็น การฟื้นฟูหลังการสูญเสีย, ความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ “ปะติดปะต่อ” กัน (Blended Family), ภาวะสุขภาพจิต และความหมายของการตายที่ดี
ชื่อเรื่องเองก็มีนัยยะ “Song Sung Blue” เป็นเพลงของนีล ไดมอนด์ที่บอกว่าทุกคนมีเพลงแห่งความเศร้าของตัวเอง แต่เพลงนั้นเองก็ช่วยรักษาใจได้ ไมค์ใช้เพลงนี้เพื่อรำลึกถึงการเอาชนะตัวเองปีแล้วปีเล่า แล้วในที่สุด ครอบครัวที่เขาสร้างไว้ก็ใช้เพลงนั้นเพื่อรำลึกถึงเขา
ฮิวจ์ แจ็กแมน ในบทนี้ถือเป็นการแสดงที่สุกงอมและเต็มไปด้วยความเปราะบาง ไม่มีกล้ามเนื้อ ไม่มีกรงเล็บ มีเพียงหัวใจดวงใหญ่ที่ทำงานหนักเกินไปจนพัง
บทสรุปและคะแนน
Song Sung Blue อาจไม่ใช่หนังที่สมบูรณ์แบบ บางฉากในช่วงกลางเรื่องยืดยาวเกินจำเป็น และการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของแคลร์ในช่วงฟื้นฟูอาจรู้สึกเร่งรัดเล็กน้อย แต่สิ่งที่หนังทำได้ดีเกินคาดคือ การพูดถึงความตายอย่างมีศักดิ์ศรี ไมค์ไม่ได้ตายอย่างโศกเศร้าน่าสงสาร เขาตายหลังจากทำงานที่รักได้สำเร็จ และมีคนที่เขารักอยู่รอบข้าง ชีวิตที่สมบูรณ์ไม่ได้วัดจากความยาว แต่จากความเต็มที่
คะแนน: 8/10 หนังที่ควรดูกับคนที่คุณรัก และควรเอาผ้าเช็ดหน้าไปด้วย