จับ 7 ผู้ต้องหาเครือข่ายหลอก ‘จำนำรถ’ มูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้าน

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 พล.ต.ต.คงกฤช เลิศสิทธิกุล ผู้บังคับการกองบังคับการตำรวจทางหลวง (ผบก.ทล.) พร้อมด้วย พ.ต.อ.ภคพล สุชล ผู้กำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจทางหลวง (ผกก.2 บก.ทล.) และ พ.ต.อ.สาธิต สมานภาพ ผู้กำกับการ 5 กองบังคับการตำรวจทางหลวง (ผกก.5 บก.ทล.) พร้อมชุดปฏิบัติการได้ร่วมกันแถลงข่าวความสำเร็จในปฏิบัติการ “CAR SCAMS” ซึ่งสามารถทลายเครือข่ายแก๊งหลอกลวงประชาชนในลักษณะจำนำรถและส่งขายทั่วประเทศได้ถึง 2 เครือข่าย โดยจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งสิ้น 7 คน ซึ่งคดีนี้มีมูลค่าความเสียหายรวมมากกว่า 100 ล้านบาท

Table of Contents

รูปแบบการหลอกลวงของเครือข่ายแรก: มุ่งเป้าผู้เดือดร้อนทางการเงิน

พ.ต.ท.กฤตย์ ธีรเวศย์สุวรรณ สารวัตรใหญ่สถานีตำรวจทางหลวง 2 กองบังคับการตำรวจทางหลวง (สวญ.ส.ทล.2 บก.ทล.) เปิดเผยรายละเอียดการจับกุมเครือข่ายแรกว่า คดีเริ่มต้นจากการที่ผู้เสียหายได้ติดต่อมายังสายด่วนของตำรวจทางหลวง 1193 เพื่อขอความช่วยเหลือ โดยผู้เสียหายให้ข้อมูลว่าตนเองกำลังประสบปัญหาทางการเงินและได้พบกับเพจ Facebook ที่มีการชักชวนให้ผู้ที่กำลังเดือดร้อนเรื่องเงินนำรถที่ยังติดไฟแนนซ์มาจำนำ

“ผู้เสียหายได้ติดต่อไปตามที่ประกาศไว้ในเพจ จากนั้นคนร้ายได้ขอให้ผู้เสียหายถ่ายรูปรถเพื่อประเมินราคา แล้วเสนอวงเงินจำนำให้ที่ 77,000 บาท ต่อมามีการนัดส่งมอบรถที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยมีการโอนรถแบบลอย (ไม่ระบุชื่อผู้รับโอน) และคนร้ายได้โอนเงินให้ผู้เสียหายตามที่ตกลง” พ.ต.ท.กฤตย์ เล่าถึงขั้นตอนการหลอกลวงในเบื้องต้น

ความโหดร้ายของแก๊งที่ทำให้เหยื่อสูญเสียทั้งรถและเงิน

หลังจากการทำธุรกรรมดังกล่าว วันรุ่งขึ้นญาติของผู้เสียหายเห็นใจจึงต้องการช่วยไถ่รถคืน ผู้เสียหายจึงได้ติดต่อกลับไปที่คนร้ายอีกครั้ง เพื่อสอบถามยอดเงินสำหรับการไถ่คืน คนร้ายแจ้งว่าต้องโอนเงินจำนวน 90,000 บาท รวมดอกเบี้ย ผู้เสียหายได้โอนเงินไปตามที่ร้องขอ แต่หลังจากนั้นก็ไม่สามารถติดต่อคนร้ายได้อีกเลย

“สุดท้ายผู้เสียหายต้องสูญเสียทั้งเงินและรถ อีกทั้งยังต้องรับภาระในการผ่อนชำระค่างวดกับบริษัทไฟแนนซ์ต่อไปอีกด้วย เนื่องจากสัญญาเช่าซื้อยังผูกพันอยู่กับผู้เสียหาย” พ.ต.ท.กฤตย์ กล่าวถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น

การสืบสวนและการวางแผนจับกุมอย่างเป็นระบบ

ตำรวจทางหลวงใช้เวลาในการสืบสวนคดีนี้ประมาณ 2 สัปดาห์ จนสามารถเข้าใจถึงกระบวนการทำงานของกลุ่มคนร้าย ซึ่งประกอบด้วย 4 กลุ่มย่อย ได้แก่:

  1. กลุ่มนายหน้า – ทำหน้าที่โพสต์ประกาศหาลูกค้าผ่านทางเฟซบุ๊ก
  2. กลุ่มเคลื่อนย้ายรถ – รับผิดชอบในการขนย้ายรถยนต์ที่ได้มาจากการหลอกลวง
  3. กลุ่มบัญชีม้า – ดูแลการทำธุรกรรมทางการเงิน
  4. กลุ่มนายทุน – เป็นผู้อยู่เบื้องหลังและสนับสนุนเงินทุนในการดำเนินการ

กลยุทธ์สำคัญที่ทำให้แก๊งดำเนินการได้ยาวนาน

การสืบสวนยังพบว่าผู้ต้องหากลุ่มนี้จะหลอกลวงเฉพาะผู้เสียหายที่มีรถติดไฟแนนซ์เท่านั้น เนื่องจากมีข้อได้เปรียบทางกฎหมายที่สำคัญ นั่นคือ ผู้เสียหายไม่สามารถแจ้งความได้ในทันที เพราะผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงคือบริษัทไฟแนนซ์ ซึ่งการดำเนินการตามขั้นตอนของบริษัทไฟแนนซ์จะใช้เวลาค่อนข้างนาน ทำให้คนร้ายมีเวลาเพียงพอในการนำรถไปจำหน่ายต่อ

“จากการสืบสวนพบว่าเครือข่ายนี้ดำเนินการมาแล้วประมาณ 8-9 ปี และก่อเหตุในลักษณะเดียวกันนี้มาแล้ว 40-50 ครั้งทั่วประเทศ สร้างความเสียหายรวมมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท” พ.ต.ท.กฤตย์ กล่าวเพิ่มเติม

รถที่ถูกหลอกไปได้รับการโอนเป็นทรัพย์สินที่ถูกต้องตามกฎหมาย

สิ่งที่น่าสนใจคือรถที่คนร้ายได้ไปนั้นกลายเป็นทรัพย์สินที่ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ เนื่องจากมีการโอนทะเบียนรถเป็นชื่อของคนร้ายเรียบร้อยแล้ว ทำให้การติดตามและเรียกคืนทรัพย์สินเป็นไปได้ยาก

“หลังจากที่รวบรวมพยานหลักฐานครบถ้วนในทุกมิติแล้ว ทางตำรวจทางหลวงได้ประสานงานกับสถานีตำรวจภูธรแม่ฮ่องสอน เพื่อออกหมายจับและดำเนินการจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมด 6 ราย ประกอบด้วยผู้ที่มีหน้าที่เช่ารถยนต์มาใช้ในการก่อเหตุ ผู้ที่หว่านล้อมให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ ผู้เคลื่อนย้ายรถ รวมถึงเจ้าของบัญชีม้า” พ.ต.ท.กฤตย์ ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการจับกุม

การซัดทอดและขยายผลไปสู่ผู้อยู่เบื้องหลัง

จากการซักถามผู้ต้องหาที่ทำหน้าที่เคลื่อนย้ายรถ ได้ให้การว่าได้รับเงินจากนายทุนเพื่อนำไปจ่ายให้กับผู้ร่วมขบวนการรายอื่นๆ และมีหน้าที่นำรถที่ได้จากการหลอกลวงไปส่งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังอยู่ในระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขยายผลไปยังนายทุนที่อยู่เบื้องหลังต่อไป

การดำเนินงานของเครือข่ายที่สอง: แอบอ้างเป็นนายหน้าเงินกู้

สำหรับเครือข่ายที่สอง เหตุเกิดขึ้นที่จังหวัดนครราชสีมา โดยผู้เสียหายให้ข้อมูลว่าตนเองได้สูญเสียรถยนต์คันที่รักไป โดยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผู้เสียหายได้รู้จักกับคนร้ายผ่านทางเฟซบุ๊ก ในขณะที่กำลังประสบปัญหาทางการเงินและต้องการกู้เงิน

“คนร้ายแอบอ้างตัวว่าเป็นนายหน้าคนกลางในการให้กู้เงิน โดยสร้างภาพลักษณ์ว่าเป็นบุคคลที่มียศฐาบรรดาศักดิ์ ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ และเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ทำให้ผู้เสียหายเกิดความเชื่อถือ” พ.ต.ท.กฤตย์ เล่าถึงรูปแบบการหลอกลวงของเครือข่ายที่สอง

กลยุทธ์การหลอกลวงหลายชั้นที่ทำให้เหยื่อหลงเชื่อ

คนร้ายมีการใช้กลยุทธ์การหลอกลวงที่ซับซ้อน โดยเริ่มจากการให้ผู้เสียหายโอนเงินค่าดำเนินการในการกู้เงินมากกว่า 200 ครั้ง รวมเป็นเงินกว่า 150,000 บาท จากนั้นคนร้ายได้แสดงความห่วงใยและพูดคุยในเชิงชู้สาวกับผู้เสียหาย เพื่อสร้างความไว้วางใจ

“หลังจากได้รับเงินค่าดำเนินการแล้ว คนร้ายแจ้งว่าเอกสารของผู้เสียหายไม่ผ่านการอนุมัติ และเสนอให้ผู้เสียหายนำรถมาประเมินราคาเพื่อแลกกับเงิน ผู้เสียหายซึ่งได้เสียเงินไปจำนวนหนึ่งแล้วจึงตัดสินใจนำรถไปให้ตามที่นัดหมาย” พ.ต.ท.กฤตย์ อธิบาย

การส่งมอบรถโดยไม่ได้พบหน้าคนร้าย

ผู้เสียหายได้นำรถไปจอดไว้ที่วัดแห่งหนึ่งในพื้นที่ของสถานีตำรวจภูธรหมูสี จังหวัดนครราชสีมา ตามที่ได้นัดหมายไว้ โดยที่ผู้เสียหายไม่ได้พบหน้ากับคนร้ายแต่อย่างใด หลังจากนั้นคนร้ายได้นำรถของผู้เสียหายไปปล่อยขายในตลาดมืดต่อไป

การขยายผลจับกุมและติดตามรถคืนให้ผู้เสียหาย

ตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดและขออนุมัติหมายจับจากศาล จนสามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาได้สำเร็จ การสืบสวนพบว่าคดีนี้มีผู้เสียหายกระจายอยู่ใน 4 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา ฉะเชิงเทรา เพชรบูรณ์ และระยอง

“นอกจากการจับกุมผู้ต้องหาแล้ว ทางตำรวจยังได้ขยายผลและติดตามรถคืนให้ผู้เสียหายได้เพิ่มเติมอีก 5 คัน ซึ่งถือเป็นความสำเร็จอย่างมากในการช่วยเหลือผู้เสียหาย” พ.ต.ท.กฤตย์ กล่าวด้วยความภาคภูมิใจ

มูลค่าความเสียหายรวมและการดำเนินคดีกับผู้ต้องหา

จากการสืบสวนทั้งสองเครือข่าย พบว่ามีมูลค่าความเสียหายรวมกันมากกว่า 100 ล้านบาท มีผู้เสียหายกระจายอยู่ทั่วประเทศกว่า 50 ราย ผู้ต้องหาทั้ง 7 คนถูกดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ โดยกระทำความผิดต่อประชาชน

“กรณีนี้ถือเป็นอุทาหรณ์สำคัญสำหรับประชาชนที่กำลังประสบปัญหาทางการเงิน ขอให้ระมัดระวังการติดต่อกับบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ไม่รู้จักผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะการนำทรัพย์สินมีค่าอย่างรถยนต์ไปจำนำ” พล.ต.ต.คงกฤช เลิศสิทธิกุล ผบก.ทล. กล่าวเตือน

คำแนะนำจากตำรวจทางหลวงเพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อ

ตำรวจทางหลวงได้ให้คำแนะนำสำหรับประชาชนเพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของแก๊งหลอกจำนำรถ ดังนี้:

  1. หลีกเลี่ยงการติดต่อกับบุคคลแปลกหน้าผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมทางการเงินหรือทรัพย์สินมีค่า
  2. ตรวจสอบความน่าเชื่อถือ ของบุคคลหรือบริษัทที่อ้างว่าให้บริการทางการเงิน โดยสืบค้นข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ
  3. ไม่โอนเงินค่าดำเนินการล่วงหน้า โดยเฉพาะการโอนเงินหลายครั้งในจำนวนเล็กน้อย ซึ่งเป็นเทคนิคที่มิจฉาชีพนิยมใช้
  4. ไม่ส่งมอบทรัพย์สินมีค่า ให้กับบุคคลที่ไม่ได้พบหน้าโดยตรง หรือไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนในการทำธุรกรรม
  5. ปรึกษาสถาบันการเงินที่ได้รับอนุญาต หากประสบปัญหาทางการเงิน แทนการพึ่งพานายหน้าหรือบุคคลที่ไม่น่าเชื่อถือ

แนวทางการแก้ไขปัญหาหากตกเป็นเหยื่อ

หากประชาชนตกเป็นเหยื่อของแก๊งหลอกลวงในลักษณะนี้ ตำรวจทางหลวงแนะนำให้ดำเนินการดังนี้:

  1. แจ้งความร้องทุกข์ทันที ที่สถานีตำรวจในพื้นที่เกิดเหตุ พร้อมรวบรวมหลักฐานทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง เช่น ข้อความสนทนา หลักฐานการโอนเงิน เป็นต้น
  2. แจ้งบริษัทไฟแนนซ์ ให้ทราบโดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันการโอนกรรมสิทธิ์รถโดยมิชอบ
  3. ติดตามความคืบหน้าของคดี กับพนักงานสอบสวนอย่างต่อเนื่อง
  4. ติดต่อสายด่วนตำรวจทางหลวง 1193 เพื่อขอคำแนะนำและความช่วยเหลือเพิ่มเติม

แผนการป้องกันและปราบปรามในอนาคต

พล.ต.ต.คงกฤช เลิศสิทธิกุล ผบก.ทล. กล่าวถึงแผนการป้องกันและปราบปรามแก๊งหลอกจำนำรถในอนาคตว่า ตำรวจทางหลวงจะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบเว็บไซต์และสื่อสังคมออนไลน์ที่มีการประกาศรับจำนำรถ รวมทั้งจะประสานความร่วมมือกับบริษัทไฟแนนซ์ต่างๆ เพื่อสร้างระบบเตือนภัยและป้องกันการโอนทะเบียนรถที่ผิดปกติ

“เราจะไม่หยุดการปราบปรามเครือข่ายมิจฉาชีพเหล่านี้ จนกว่าจะหมดสิ้นไปจากสังคมไทย เพื่อให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน” พล.ต.ต.คงกฤช กล่าวทิ้งท้าย

บทเรียนสำคัญสำหรับสังคมไทย

การจับกุมเครือข่ายแก๊งหลอกจำนำรถครั้งนี้ ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับสังคมไทยในหลายมิติ ไม่เพียงแต่เป็นการเตือนภัยให้ประชาชนระมัดระวังในการทำธุรกรรมทางการเงินกับบุคคลแปลกหน้าเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำให้ประชาชนที่กำลังเดือดร้อนทางการเงินต้องพึ่งพาช่องทางที่ไม่ปลอดภัย

นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งตำรวจทางหลวง สถานีตำรวจในพื้นที่ บริษัทไฟแนนซ์ และภาคประชาชน ในการร่วมกันป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมที่มีความซับซ้อนและส่งผลกระทบในวงกว้าง

ความเชื่อมโยงกับอาชญากรรมทางการเงินรูปแบบอื่น

จากการสืบสวนยังพบว่า เครือข่ายแก๊งหลอกจำนำรถเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกับอาชญากรรมทางการเงินรูปแบบอื่นๆ เช่น การฟอกเงิน การปลอมแปลงเอกสาร และการค้ารถยนต์ผิดกฎหมาย ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังขยายผลการสืบสวนไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

“เราพบว่าเงินที่ได้จากการหลอกลวงนั้นมีการหมุนเวียนผ่านบัญชีม้าหลายบัญชี ก่อนที่จะถูกถอนออกมาเป็นเงินสดและนำไปลงทุนในธุรกิจอื่นๆ เพื่อปกปิดแหล่งที่มาของเงิน” เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องกับคดีรายหนึ่งให้ข้อมูลเพิ่มเติม

สถิติการหลอกลวงในรูปแบบจำนำรถในประเทศไทย

จากข้อมูลสถิติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่าการหลอกลวงในรูปแบบจำนำรถมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวและประชาชนประสบปัญหาทางการเงิน มิจฉาชีพมักฉวยโอกาสในช่วงเวลาดังกล่าวเพื่อหลอกลวงผู้ที่กำลังเดือดร้อน

ในปี 2567 ที่ผ่านมา มีการรับแจ้งความเกี่ยวกับการหลอกลวงในลักษณะจำนำรถมากกว่า 500 คดีทั่วประเทศ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 300 ล้านบาท และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นในปี 2568 หากไม่มีมาตรการป้องกันที่เข้มงวด

การเสริมสร้างความรู้ทางการเงินให้กับประชาชน

นอกเหนือจากการปราบปรามมิจฉาชีพแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังเล็งเห็นความสำคัญของการเสริมสร้างความรู้ทางการเงินให้กับประชาชน เพื่อให้สามารถรับมือกับปัญหาทางการเงินได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย

“เราจะร่วมมือกับสถาบันการเงินและหน่วยงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ในการจัดทำโครงการให้ความรู้ทางการเงินแก่ประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ และเยาวชน เพื่อให้มีภูมิคุ้มกันต่อกลโกงต่างๆ” ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการคลังกล่าว

ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการแก้ไขปัญหา

การแก้ไขปัญหาการหลอกลวงในรูปแบบจำนำรถอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะบริษัทไฟแนนซ์และผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งเป็นช่องทางหลักที่มิจฉาชีพใช้ในการหลอกลวงประชาชน

“เราได้เชิญตัวแทนจากบริษัทไฟแนนซ์ชั้นนำและผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์มาร่วมหารือ เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและเฝ้าระวังการหลอกลวงในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งการสร้างระบบแจ้งเตือนภัยที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ” ผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติกล่าว

สรุป: บทพิสูจน์ความสำเร็จในการบังคับใช้กฎหมาย

การทลายเครือข่ายแก๊งหลอกจำนำรถทั้ง 2 เครือข่ายในครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการปราบปรามอาชญากรรมที่สร้างความเสียหายให้กับประชาชนในวงกว้าง การจับกุมผู้ต้องหา 7 คนและการขยายผลเพื่อติดตามทรัพย์สินคืนให้ผู้เสียหาย แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนยังคงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมทั้งความตระหนักรู้ของประชาชนในการป้องกันตนเองจากภัยมิจฉาชีพในรูปแบบต่างๆ ที่มีความซับซ้อนและแนบเนียนมากขึ้นในยุคดิจิทัล