เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 เวลา 20.00 น. เมื่อเจ้าหน้าที่สถานีตำรวจนครบาลสุทธิสาร ได้รับข้อมูลจากสายลับเกี่ยวกับกลุ่มบุคคลที่พักอาศัยในโรงแรมแห่งหนึ่งบริเวณซอยลาดพร้าว 18 แขวงจอมพล เขตจตุจัตร กรุงเทพมหานคร โดยมีพฤติกรรมน่าสงสัยในการดำเนินกิจกรรมผิดกฎหมาย
ตามรายงานของสายลับระบุว่า กลุ่มบุคคลดังกล่าวมีการรวมตัวกันเพื่อเสพยาเสพติด และดำเนินการเปิดบัญชีธนาคารเถื่อนเพื่อให้บริการแก่แก๊งหลอกลวงออนไลน์ที่มีชาวจีนเป็นผู้นำ เจ้าหน้าที่จึงได้วางแผนการสืบสวนและติดตามอย่างใกล้ชิด
กระบวนการสืบสวนและติดตาม
เจ้าหน้าที่ได้ใช้วิธีการสืบสวนแบบแฝงตัว โดยให้สายลับเข้าไปสร้างความสนิทสนมกับกลุ่มเป้าหมาย เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับรูปแบบการดำเนินงาน สถานที่พัก และสมาชิกในกลุ่ม หลังจากติดตามและเฝ้าสังเกตเป็นเวลาหลายวัน เจ้าหน้าที่มั่นใจว่าได้ข้อมูลเพียงพอสำหรับการดำเนินการจับกุม
การตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหา
วันที่ 3 ตุลาคม 2568 ชุดปฏิบัติการที่นำโดย พล.ต.ต.เกียรติกุล สนธิเณร ผู้บังคับการนครบาล 2 พ.ต.อ.สิทธิศักดิ์ นาคามาตย์ ผู้กำกับการส่วนสืบสวน 2 บังคับการนครบาล พ.ต.อ.พรเทพ เฉลิมเกียรติ ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลสุทธิสาร และ พ.ต.ท.นิติธร ยศโชติวณิช รองผู้กำกับการส่วนสืบสวน พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ได้เข้าดำเนินการตรวจค้นที่โรงแรมดังกล่าว
การตรวจค้นห้องพักหมายเลข 402
การตรวจค้นครั้งแรกที่ห้องพักหมายเลข 402 พบผู้ต้องหา จำนวน 8 คน กำลังอยู่ในห้องพัก เจ้าหน้าที่พบของกลางสำคัญหลายอย่าง ได้แก่ อุปกรณ์ที่ใช้ในการเสพยาเสพติด ยาไอซ์ที่เหลือจากการเสพ รวมถึงเอกสารและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเปิดบัญชีธนาคาร
จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า พวกเขาเป็นกลุ่มคนไทยที่ได้รับการว่าจ้างให้มารวมตัวกันที่โรงแรมแห่งนี้ เพื่อทำหน้าที่เป็น “ม้า” ในการเปิดบัญชีธนาคารและถอนเงินให้แก่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่มีฐานการดำเนินงานในต่างประเทศ
การตรวจค้นห้องพักหมายเลข 403
ภายหลังจากการสอบสวน ผู้ต้องหาได้เปิดเผยว่ามีสมาชิกคนอื่นๆ พักอยู่ในห้องติดกัน เจ้าหน้าที่จึงได้ขยายการตรวจค้นไปยังห้องพักหมายเลข 403 และพบผู้ต้องหาอีก 1 คน พร้อมของกลางสำคัญ ได้แก่ สมุดบัญชีธนาคารหลายเล่ม บัตรกดเงินสด (ATM) จำนวนมาก โทรศัพท์มือถือหลายเครื่อง และเงินสดจำนวนหนึ่ง
รูปแบบการดำเนินงานของแก๊ง
โครงสร้างการดำเนินงาน
จากการสอบสวน พบว่าแก๊งดังกล่าวมีโครงสร้างการดำเนินงานที่ชัดเจน โดยมีการแบ่งหน้าที่กันอย่างเป็นระบบ ผู้ต้องหาทั้งหมดให้การรับสารภาพว่า ได้รับการว่าจ้างจากบุคคลที่ชื่อ “นายดำรงค์” ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานงานกับชาวจีนที่ชื่อ “อาคัง” ที่เป็นผู้นำแก๊งคอลเซ็นเตอร์
นายดำรงค์มีหน้าที่สำคัญในการเป็นสะพานเชื่อมระหว่างทีมงานคนไทยกับแก๊งชาวจีน โดยจะได้รับคำสั่งจากอาคัง และส่งต่อไปยังสมาชิกคนไทยที่ทำหน้าที่เป็นม้า นอกจากนี้ นายดำรงค์ยังมีหน้าที่ในการนำเงินที่ถอนได้ไปแลกเป็นสกุลเงินดิจิทัล (คริปโตเคอร์เรนซี) ที่ร้านรับแลกเงินเถื่อนย่านห้วยขวาง
กระบวนการเปิดบัญชีและถอนเงิน
สมาชิกแก๊งจะมีหน้าที่เปิดบัญชีธนาคารโดยใช้บัตรประชาชนของตนเอง หรือบุคคลอื่นที่ได้รับความร่วมมือ หลังจากนั้นจะส่งมอบข้อมูลบัญชี รวมถึงบัตร ATM ให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์เพื่อใช้ในการรับเงินจากเหยื่อ
เมื่อมีเงินเข้าบัญชี สมาชิกแก๊งจะได้รับแจ้งให้ไปถอนเงินตามจำนวนที่กำหนด และนำเงินส่งให้นายดำรงค์ ซึ่งจะนำไปแลกเป็นเหรียญคริปโตและโอนให้แก๊งชาวจีนตามช่องทางที่กำหนดไว้ วิธีการนี้ทำให้ยากต่อการติดตามเงินและซ่อนร่องรอยการกระทำผิด
การจับกุมเพิ่มเติม
การขยายผลการสืบสวน
หลังจากการจับกุมครั้งแรก เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการสืบสวนขยายผลเพื่อติดตามสมาชิกคนอื่นๆ ของแก๊ง จากข้อมูลที่ได้รับจากผู้ต้องหา เจ้าหน้าที่สามารถระบุตำแหน่งของสมาชิกเพิ่มเติมที่พักอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง
ต่อมาชุดสืบสวนได้ดำเนินการจับกุมผู้ต้องหาเพิ่มเติมอีก 2 คน ที่โรงแรมแห่งหนึ่งบนถนนสุทธิสารวินิจฉัย แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร บุคคลทั้งสองเป็นผู้ที่ได้รับการว่าจ้างให้เปิดบัญชีม้าเช่นเดียวกับกลุ่มแรก และมีการเชื่อมโยงกับอาคังชาวจีนผู้เป็นหัวหน้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์
ข้อมูลเพิ่มเติมจากการสืบสวน
การสืบสวนเพิ่มเติมเผยให้เห็นว่า แก๊งดังกล่าวมีการดำเนินงานมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง และมีสมาชิกอีกหลายคนที่ยังคงหลบหนีอยู่ เจ้าหน้าที่กำลังติดตามและรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินการจับกุมให้ครบถ้วน
นอกจากนี้ ยังพบว่าแก๊งดังกล่าวอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีการหลอกลวงออนไลน์หลายคดีที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะคดีที่มีผู้เสียหายเป็นคนไทยที่ถูกหลอกโดยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารหรือหน่วยงานราชการ
ข้อกล่าวหาและกระบวนการยุติธรรม
ข้อกล่าวหาหลัก
เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาต่อผู้ต้องหาทั้งหมดในความผิดหลายประการ ได้แก่
ข้อหาแรกคือ “ร่วมกันเป็นธุระจัดหา โฆษณา โดยประการใดๆ เพื่อให้มีการซื้อขายบัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี” ซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกและปรับตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
ข้อหาที่สองคือ “ร่วมกันเป็นอั้งยี่” ซึ่งเกี่ยวข้องกับการร่วมมือกันในการดำเนินกิจกรรมการพนันผิดกฎหมาย ซึ่งมีโทษตามประมวลกฎหมายอาญา
ข้อหาที่สามคือ “ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษไว้ในความครอบครอง” เนื่องจากพบยาไอซ์และอุปกรณ์การเสพในที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ
กระบวนการทางกฎหมาย
ผู้ต้องหาทั้งหมดได้ถูกส่งตัวไปยังพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยจะมีการสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อรวบรวมหลักฐานและขยายผลการดำเนินคดี
เจ้าหน้าที่คาดว่าการสืบสวนยังไม่สิ้นสุด เนื่องจากยังมีสมาชิกแก๊งอีกหลายคนที่ยังหลบหนีการจับกุม และอาจมีการเชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์ขนาดใหญ่ที่มีการดำเนินงานข้ามประเทศ
ผลกระทบและมาตรการป้องกัน
ผลกระทบต่อสังคม
คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการขยายตัวของอาชญากรรมออนไลน์ที่มีการใช้คนไทยเป็นเครื่องมือในการกระทำผิด โดยเฉพาะการใช้บัญชีธนาคารของคนไทยในการรับเงินจากการหลอกลวง ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบการเงินของประเทศ
นอกจากนี้ ยังเป็นการเสื่อมเสียชื่อเสียงของประเทศไทยในด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ และอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อระบบการเงินไทย
ข้อแนะนำสำหรับประชาชน
เจ้าหน้าที่ตำรวจให้คำแนะนำแก่ประชาชนว่า ไม่ควรให้บุคคลอื่นใช้บัญชีธนาคารหรือบัตร ATM ของตนเอง แม้จะได้รับค่าตอบแทน เนื่องจากอาจถูกใช้ในการกระทำผิดและเจ้าของบัญชีอาจต้องรับผิดทางกฎหมาย
นอกจากนี้ ประชาชนควรระวังการหลอกลวงออนไลน์ โดยเฉพาะสายโทรศัพท์ที่อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารหรือหน่วยงานราชการ และไม่ควรให้ข้อมูลส่วนตัวหรือรหัสผ่านทางโทรศัพท์
มาตรการป้องกันของหน่วยงาน
ตำรวจได้เตรียมมาตรการเพิ่มเติมในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมประเภทนี้ โดยจะเพิ่มการสืบสวนและติดตามแก๊งอาชญากรรมออนไลน์อย่างใกล้ชิด รวมถึงการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย และธนาคารพาณิชย์ต่างๆ เพื่อเฝ้าระวังการเคลื่อนไหวของเงินที่น่าสงสัย
ทั้งนี้ ตำรวจขอความร่วมมือจากประชาชนในการแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับกิจกรรมที่น่าสงสัย โดยสามารถแจ้งได้ที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน หรือผ่านสายด่วน 191 ตลอด 24 ชั่วโมง
บทสรุป
คดีการจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ที่มีความซับซ้อนและข้ามพรมแดน การใช้วิธีสืบสวนแบบแฝงตัวและการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ส่งผลให้สามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้สำเร็จ
การดำเนินคดีครั้งนี้จะเป็นแนวทางสำคัญในการปราบปรามอาชญากรรมประเภทเดียวกันในอนาคต และเป็นการส่งสัญญาณเตือนแก่ผู้ที่คิดจะเข้าร่วมกิจกรรมผิดกฎหมายประเภทนี้ว่า เจ้าหน้าที่มีความมุ่งมั่นและความสามารถในการติดตามจับกุมอย่างแน่นอน
สำหรับประชาชนทั่วไป ควรให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการป้องกันอาชญากรรม และระมัดระวังไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงออนไลน์ การมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับรูปแบบการหลอกลวงใหม่ๆ จะช่วยป้องกันการเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ