เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการจับกุมนายนิรัติศัย เพ็ชร์เจริญ อายุ 37 ปี และนางสาวรสสุคล หยาดทอง อายุ 33 ปี ซึ่งเป็นสามีภรรยา ในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ และรับของโจร ณ บริเวณปั๊มน้ำมัน ปตท. ซอยสายไหม 56 แขวงสายไหม เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร โดยการจับกุมในครั้งนี้เป็นผลมาจากการสืบสวนและติดตามตัวผู้ต้องหาอย่างใกล้ชิด หลังจากได้รับแจ้งจากผู้เสียหายถึงการสูญหายของหมวกกันน็อกราคาแพง
ผู้ต้องหาทั้งสองคนถูกจับกุมพร้อมของกลาง คือหมวกกันน็อกยี่ห้อ Bimola ลายวันพีชสีส้ม ซึ่งเป็นหมวกกันน็อกแบบเต็มใบมีราคาประมาณ 3,000 บาท ที่ได้ลักมาจากรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย และกำลังจะนำไปส่งมอบให้กับผู้ที่ติดต่อซื้อผ่านทางเฟซบุ๊ก
เหตุการณ์ที่นำไปสู่การจับกุม
คดีนี้เริ่มต้นเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2568 เมื่อผู้เสียหายได้มาแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจนครบาลสายไหมว่า เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2568 เวลาประมาณ 21.00 น. ตนเองได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ไปที่ตลาดเซฟวัน โก โดยได้จอดรถจักรยานยนต์ไว้ที่จุดจอดรถจักรยานยนต์ภายในบริเวณตลาด ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามสำนักงานเขตสายไหม แขวงสายไหม เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร
ผู้เสียหายเล่าว่าขณะนั้นได้วางหมวกกันน็อกแบบเต็มใบ ยี่ห้อ Bimola ลายวันพีชสีส้ม ซึ่งมีราคาประมาณ 3,000 บาท ไว้บนเบาะรถจักรยานยนต์ ตามปกติของผู้ใช้รถจักรยานยนต์ทั่วไป จากนั้นได้เดินเข้าไปเดินเลือกซื้อของภายในตลาด ใช้เวลาอยู่ภายในตลาดประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่ง จนกระทั่งเวลาประมาณ 22.30 น. เมื่อกลับมายังจุดจอดรถจักรยานยนต์ ก็พบว่าหมวกกันน็อกที่วางไว้บนเบาะรถได้หายไป จึงรีบแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในวันถัดมา
การสืบสวนและตรวจสอบพยานหลักฐาน
หลังจากได้รับแจ้งเหตุดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจนครบาลสายไหม นำโดยพันตำรวจโท ดิษยเดช ยิ้มแย้ม รองผู้กำกับการฝ่ายสืบสวน พันตำรวจโท สรกฤช นาคสุทธิ์ สารวัตรฝ่ายสืบสวน และเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด ได้เข้าสืบสวนและลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยได้เริ่มต้นจากการไปยังที่เกิดเหตุเพื่อตรวจสอบสถานที่และรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ
เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด (CCTV) ที่ติดตั้งอยู่บริเวณที่จอดรถจักรยานยนต์และบริเวณใกล้เคียงภายในตลาดเซฟวัน โก อย่างละเอียดรอบคอบ จากการตรวจสอบภาพบันทึกได้พบภาพที่สำคัญ คือ เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2568 เวลาประมาณ 22.03 น. มีชายคนหนึ่งที่มีรูปร่างผอมสูง ขับขี่รถจักรยานยนต์สีแดง มากับผู้หญิงผมยาวนั่งซ้อนท้าย ได้เข้ามาในบริเวณที่จอดรถจักรยานยนต์
จากภาพกล้องวงจรปิดแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ทั้งสองคนได้วนเวียนอยู่บริเวณที่จอดรถจักรยานยนต์ ดูเหมือนกำลังสำรวจและมองหาเป้าหมาย จนกระทั่งพบรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่มีหมวกกันน็อกราคาแพงวางอยู่บนเบาะ ผู้ต้องหาชายได้จอดรถและลงมาเดินไปหยิบหมวกกันน็อกดังกล่าวอย่างรวดเร็ว ขณะที่ผู้หญิงที่มาด้วยนั่งรออยู่บนรถจักรยานยนต์ หลังจากนั้นทั้งคู่ก็รีบขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไปจากที่เกิดเหตุทันที
การติดตามและสืบสวนขยายผล
หลังจากได้ภาพพยานหลักฐานจากกล้องวงจรปิดแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำภาพดังกล่าวมาวิเคราะห์และติดตามตัวผู้ต้องหา โดยได้ขยายผลการสืบสวนไปยังพื้นที่ใกล้เคียงและตรวจสอบข้อมูลต่างๆ อย่างละเอียด เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบรถจักรยานยนต์สีแดงที่ปรากฏในภาพ รวมถึงลักษณะเฉพาะของผู้ต้องหาทั้งสองคน
การสืบสวนได้ก้าวหน้าไปอีกขั้นเมื่อเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะเฟซบุ๊ก พบว่ามีการโพสต์ขายหมวกกันน็อกยี่ห้อและรุ่นเดียวกันกับของที่ถูกลักไป โดยหมวกกันน็อกดังกล่าวมีลักษณะพิเศษคือเป็นลายวันพีชสีส้มที่ไม่ได้มีจำหน่ายกันทั่วไป ทำให้สามารถระบุได้ว่าน่าจะเป็นหมวกเดียวกับที่ถูกลักไปจากผู้เสียหาย
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดตามและตรวจสอบบัญชีเฟซบุ๊กที่โพสต์ขายหมวกกันน็อกดังกล่าว พบว่าเป็นบัญชีของผู้ต้องหาที่ปรากฏในภาพกล้องวงจรปิด นอกจากนี้ยังพบว่าในบัญชีดังกล่าวมีการโพสต์ขายหมวกกันน็อกยี่ห้อดังราคาแพงหลายชิ้น ซึ่งมีลักษณะใหม่และหลากหลายรุ่น ทำให้เกิดความสงสัยว่าอาจมีการลักมาจากที่ต่างๆ
การวางแผนล่อซื้อและจับกุม
จากข้อมูลที่รวบรวมได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงวางแผนการจับกุมโดยใช้วิธีการล่อซื้อของกลาง เจ้าหน้าที่ได้ติดต่อไปยังบัญชีเฟซบุ๊กของผู้ต้องหา แสดงความสนใจที่จะซื้อหมวกกันน็อกยี่ห้อ Bimola ลายวันพีชสีส้ม ที่ผู้ต้องหาโพสต์ขาย โดยได้ตกลงราคาและนัดหมายกันที่จะพบเพื่อส่งมอบสินค้า
ผู้ต้องหานัดหมายให้มาพบกันที่ปั๊มน้ำมัน ปตท. ซอยสายไหม 56 ซึ่งเป็นสถานที่ที่สะดวกและมีผู้คนสัญจรไปมา เหมาะสำหรับการทำธุรกรรมซื้อขาย เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เตรียมการและวางกำลังเพื่อทำการจับกุมในวันและเวลาที่นัดหมาย
เมื่อถึงวันเวลานัดหมาย เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ไปยังปั๊มน้ำมันดังกล่าวก่อนเวลานัดหมาย และวางกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการจับกุม ในเวลาต่อมาพบว่ามีชายและหญิงที่ตรงกับลักษณะของผู้ต้องหาในภาพกล้องวงจรปิด ขับขี่รถจักรยานยนต์สีแดงเข้ามาจอดยังบริเวณภายในปั๊มน้ำมัน
ขณะจับกุมและการสอบปากคำ
ผู้ต้องหาทั้งสองคน คือ นายนิรัติศัย เพ็ชร์เจริญ และนางสาวรสสุคล หยาดทอง ซึ่งเป็นสามีภรรยา ได้เข้ามานั่งรอภายในปั๊มน้ำมัน โดยนายนิรัติศัยกำลังถือหมวกกันน็อกยี่ห้อ Bimola ลายวันพีชสีส้ม ซึ่งเป็นของกลางที่ลักมาจากรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย อยู่ในมือรอที่จะส่งมอบให้กับผู้ซื้อ
เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเข้าแสดงตัวและขอตรวจค้นผู้ต้องหาทั้งสองคน พบว่ามีหมวกกันน็อกที่เป็นของกลางในความครอบครองของนายนิรัติศัย เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการจับกุมทั้งสองคนพร้อมยึดของกลางไว้เป็นพยานหลักฐาน
เมื่อเจ้าหน้าที่ได้สอบปากคำผู้ต้องหาทั้งสองคน นายนิรัติศัย เพ็ชร์เจริญ และนางสาวรสสุคล หยาดทอง ต่างยอมรับว่าได้ร่วมกันก่อเหตุลักทรัพย์หมวกกันน็อกยี่ห้อ Bimola ลายวันพีชสีส้ม จากรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่จอดอยู่ภายในตลาดเซฟวัน โก เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2568 จริงตามที่ปรากฏในภาพกล้องวงจรปิด
รูปแบบการก่อเหตุและการขยายผล
จากการสอบสวนและขยายผลคดี เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจว่า ผู้ต้องหาทั้งสองคนได้ตระเวนก่อเหตุลักหมวกกันน็อกราคาแพงมาหลายครั้งแล้ว โดยมีรูปแบบการดำเนินการที่ชัดเจนและเป็นระบบ ผู้ต้องหาจะขับขี่รถจักรยานยนต์สีแดงไปตามตลาดต่างๆ หรือสถานที่ที่มีการจอดรถจักรยานยนต์เป็นจำนวนมาก
ทั้งสองคนจะสำรวจและมองหาเป้าหมายที่เป็นรถจักรยานยนต์ที่มีหมวกกันน็อกราคาแพงวางอยู่บนเบาะหรือแขวนไว้ที่รถ โดยเฉพาะหมวกกันน็อกยี่ห้อดังที่มีราคาสูง เช่น Bimola, Index, AGV, Shoei และอื่นๆ ซึ่งมีราคาตั้งแต่หลักพันจนถึงหลักหมื่นบาท หมวกกันน็อกเหล่านี้เป็นที่ต้องการของตลาดและสามารถขายต่อได้ในราคาที่ดี
เมื่อพบเป้าหมายแล้ว นายนิรัติศัยจะลงจากรถและเดินเข้าไปหยิบหมวกกันน็อกอย่างรวดเร็ว ขณะที่นางสาวรสสุคลจะคอยนั่งรอบนรถจักรยานยนต์และคอยสังเกตการณ์รอบข้าง หลังจากลักได้แล้วทั้งคู่จะรีบขับรถหลบหนีไปทันที วิธีการนี้ใช้เวลาไม่กี่นาทีและทำให้ยากต่อการถูกจับได้ในขณะก่อเหตุ
การจำหน่ายของที่ลักมาได้
หลังจากลักหมวกกันน็อกมาได้แล้ว ผู้ต้องหาจะนำไปโพสต์ขายผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยจะถ่ายรูปหมวกกันน็อกและโพสต์ลงในกลุ่มซื้อขายสินค้ามือสองต่างๆ หรือในเพจส่วนตัว พร้อมกับระบุรายละเอียดยี่ห้อ รุ่น และราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดเพื่อดึงดูดผู้ซื้อ
การขายผ่านโซเชียลมีเดียทำให้ผู้ต้องหาสามารถเข้าถึงผู้ซื้อได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง โดยผู้ซื้อส่วนใหญ่อาจไม่รู้ว่าสินค้าที่ซื้อนั้นมาจากการลักทรัพย์ เนื่องจากหมวกกันน็อกมีลักษณะเหมือนของใหม่และมีราคาที่ถูกกว่าซื้อใหม่ จึงทำให้เป็นที่สนใจของผู้ซื้อที่ต้องการประหยัดเงิน
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบบัญชีเฟซบุ๊กของผู้ต้องหาและพบว่ามีการโพสต์ขายหมวกกันน็อกหลายชิ้น ซึ่งมีทั้งยี่ห้อและรุ่นที่แตกต่างกัน แสดงให้เห็นว่าผู้ต้องหาได้ก่อเหตุลักหมวกกันน็อกมาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังพบว่ามีผู้ซื้อหลายรายที่ได้ติดต่อซื้อหมวกกันน็อกจากผู้ต้องหาไปแล้ว
ผลกระทบต่อผู้เสียหายและสังคม
การลักทรัพย์หมวกกันน็อกแม้จะเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าไม่สูงมากนัก แต่ก็ส่งผลกระทบต่อผู้เสียหายทั้งในด้านความสูญเสียทางทรัพย์สินและความรู้สึกไม่ปลอดภัย ผู้เสียหายหลายรายอาจต้องใช้เงินซื้อหมวกกันน็อกใหม่ ซึ่งสำหรับหมวกกันน็อกยี่ห้อดังราคาแพงนั้นถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่น้อย
นอกจากนี้ การลักทรัพย์ประเภทนี้ยังสร้างความรู้สึกไม่ปลอดภัยให้กับประชาชนที่ใช้รถจักรยานยนต์ เพราะต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยของทรัพย์สินแม้เพียงแค่จอดรถไปซื้อของตามตลาดหรือห้างสรรพสินค้าในระยะเวลาสั้นๆ หลายคนอาจต้องเสียเวลาในการพกหมวกกันน็อกติดตัวไปด้วยทุกครั้ง หรือต้องหาที่จอดรถที่ปลอดภัยกว่า
การที่ผู้ต้องหานำหมวกกันน็อกที่ลักมาได้ไปขายต่อผ่านโซเชียลมีเดีย ยังเป็นการส่งเสริมให้มีการซื้อขายสินค้าที่มาจากการกระทำผิดกฎหมาย ผู้ซื้อที่ไม่ได้ตรวจสอบที่มาของสินค้าอาจกลายเป็นผู้รับของโจรโดยไม่รู้ตัว ซึ่งอาจมีความผิดตามกฎหมายได้เช่นกัน
การดำเนินคดีและข้อหาทางกฎหมาย
หลังจากการจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งสองคนพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลสายไหม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ผู้ต้องหาถูกตั้งข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ และรับของโจร ซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา
ข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 334 บัญญัติว่า ผู้ใดโดยทุจริต เอาทรัพย์ของผู้อื่นไปเสีย เพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยปราศจากความยินยอมของเจ้าของทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
สำหรับข้อหารับของโจรตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 357 บัญญัติว่า ผู้ใดรับซื้อหรือรับไว้โดยประการใดซึ่งทรัพย์สินที่ได้มาโดยการกระทำความผิดอาญา หรือเป็นตัวกลางในการจำหน่ายทรัพย์สินนั้นโดยรู้หรือมีเหตุควรรู้ว่าเป็นของโจร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
การขยายผลและสืบสวนต่อเนื่อง
เจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการสืบสวนขยายผลต่อไปเพื่อหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่าผู้ต้องหาได้ก่อเหตุลักหมวกกันน็อกหรือทรัพย์สินอื่นๆ ในพื้นที่ใดบ้าง และมีผู้เสียหายรายอื่นหรือไม่ โดยจะตรวจสอบจากข้อมูลในเฟซบุ๊กของผู้ต้องหา รวมถึงประวัติการขาย และผู้ซื้อที่เคยติดต่อซื้อสินค้าจากผู้ต้องหา
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบว่ามีผู้สมรู้ร่วมคิดหรือเป็นพวกรายอื่นอีกหรือไม่ รวมถึงจะติดตามตัวผู้ที่ซื้อหมวกกันน็อกจากผู้ต้องหาไป เพื่อขอคืนของกลางที่เป็นทรัพย์สินที่ถูกลักมาจากเจ้าของเดิม หากผู้ซื้อรู้ว่าเป็นของที่มาจากการลักทรัพย์ก็อาจมีความผิดฐานรับของโจรด้วยเช่นกัน
การจับกุมในครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จของการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สามารถติดตามจับกุมผู้กระทำความผิดได้อย่างรวดเร็ว ด้วยการใช้เทคโนโลยีกล้องวงจรปิดและการติดตามข้อมูลจากโซเชียลมีเดีย ประกอบกับการวางแผนล่อซื้อที่รัดกุม จึงสามารถจับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลางได้
คำแนะนำสำหรับประชาชน
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ให้คำแนะนำแก่ประชาชนที่ใช้รถจักรยานยนต์ว่า ควรระมัดระวังรักษาทรัพย์สินของตนเอง โดยเฉพาะหมวกกันน็อกที่มีราคาแพง ไม่ควรวางหมวกกันน็อกทิ้งไว้บนรถจักรยานยนต์เมื่อจอดรถ แม้ว่าจะเป็นการจอดรถในระยะเวลาสั้นๆ ก็ตาม เพราะอาจมีผู้ไม่หวังดีแอบมาลักเอาไป
ควรพกหมวกกันน็อกติดตัวไปด้วยทุกครั้งที่ลงจากรถ หรือหากไม่สะดวกก็ควรเก็บหมวกกันน็อกไว้ในกล่องเก็บของใต้เบาะรถจักรยานยนต์ที่มีการล็อกเพื่อความปลอดภัย นอกจากนี้ควรจอดรถในพื้นที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอและมีกล้องวงจรปิดติดตั้งอยู่ เพื่อป้องกันการสูญหายของทรัพย์สิน
หากพบเห็นพฤติกรรมที่น่าสงสัยหรือพบเหตุการณ์การลักทรัพย์เกิดขึ้น ขอให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที พร้อมทั้งจดจำหรือบันทึกภาพลักษณะของผู้ต้องหาหรือรถจักรยานยนต์ที่ใช้ในการก่อเหตุ เพื่อเป็นข้อมูลในการติดตามจับกุม
สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อหมวกกันน็อกมือสองผ่านทางออนไลน์ ควรตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้าและความน่าเชื่อถือของผู้ขายให้ดี ไม่ควรซื้อสินค้าที่มีราคาถูกผิดปกติหรือน่าสงสัย เพราะอาจเป็นสินค้าที่มาจากการกระทำผิดกฎหมาย การซื้อสินค้าดังกล่าวอาจทำให้ตนเองมีความผิดฐานรับของโจรได้
คดีนี้เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการระมัดระวังรักษาทรัพย์สินส่วนตัว และความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปราบปรามอาชญากรรมและนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมาย เพื่อสร้างความยุติธรรมและความปลอดภัยให้กับประชาชน