จับแล้ว! อดีตนักมวยชื่อดัง “เทิดศักดิ์ จอยจิตรตา” ใช้ค้อนทุบหัวภรรยาวัย 67 ปางตาย เผยสาเหตุเพราะถูกกล่าวหาว่าไปมีผู้หญิงใหม่

เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ได้ควบคุมตัวอดีตนักมวยไทยชื่อดังในอดีต หลังก่อเหตุใช้ค้อนตีตะปูทำร้ายภรรยาวัย 67 ปี จนบาดเจ็บสาหัส ก่อนหลบหนีเข้าไปซุกตัวในป่านานกว่า 2 วัน โดยเหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความตกใจให้กับชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก เนื่องจากผู้ต้องหาเคยเป็นนักมวยที่มีชื่อเสียงในสมัยก่อน แต่กลับต้องมาเผชิญหน้ากับคดีความร้ายแรงเช่นนี้

เหตุการณ์สะเทือนขวัญในค่ำคืนวันที่ 26 ตุลาคม

เหตุการณ์ที่สั่นสะเทือนใจเกิดขึ้นในเวลากลางดึกของวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ที่บ้านพักแห่งหนึ่งในพื้นที่ตำบลสตึก อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อนายบุญเชิด (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 47 ปี อดีตนักมวยที่เคยใช้นามสังเวียนว่า “เทิดศักดิ์ จอยจิตรตา” ชาวอำเภอสตึก ได้ก่อเหตุทำร้ายนางดวงพร (ขอสงวนนามสกุล) ภรรยาของตนเองที่มีอายุมากกว่าถึง 67 ปี ด้วยค้อนตีตะปู

จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่พบว่า ในคืนนั้นทั้งสองคนได้เกิดการทะเลาะวิวาทกันอีกครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำระหว่างสามีภรรยาคู่นี้ โดยนางดวงพรได้กล่าวหาว่านายบุญเชิดไปมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงคนใหม่ ทำให้นายบุญเชิดซึ่งอ้างว่าไม่ได้กระทำเช่นนั้นเกิดอารมณ์โกรธจัด จนควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ได้ และใช้ค้อนตีตะปูที่อยู่ในบ้านทุบศีรษะภรรยาของตนเองอย่างรุนแรง จนทำให้นางดวงพรได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณศีรษะและร่างกายหลายแห่ง

พฤติกรรมที่น่าสะพรึงหลังก่อเหตุ

สิ่งที่น่าสังเกตและแสดงให้เห็นถึงความสับสนวุ่นวายในจิตใจของนายบุญเชิดก็คือ หลังจากที่เขาได้ทำร้ายภรรยาของตนเองจนบาดเจ็บสาหัสแล้ว เขากลับได้ขี่รถจักรยานยนต์ไปแจ้งเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยวังกรูด เพื่อให้มานำตัวภรรยาของเขาไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล พฤติกรรมที่ขัดแย้งกันเช่นนี้อาจสะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกผิดและความสับสนที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่ได้กระทำผิดไปแล้ว หรืออาจเป็นความพยายามที่จะสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับตนเอง

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้แจ้งเจ้าหน้าที่กู้ภัยแล้ว นายบุญเชิดไม่ได้อยู่รอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาสอบสวน แต่กลับเลือกที่จะขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีออกจากที่เกิดเหตุทันที โดยไม่ทราบทิศทางที่แน่ชัด สร้างความกังวลให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจและชาวบ้านในพื้นที่ว่าผู้ต้องหาอาจจะก่อเหตุร้ายแรงอื่นๆ ตามมาได้ เนื่องจากอยู่ในสภาวะทางอารมณ์ที่ไม่ปกติและมีประวัติเป็นนักมวย ทำให้มีความกังวลว่าอาจใช้ความรุนแรงกับผู้อื่นได้

การวางแผนจับกุมอย่างระมัดระวัง

หลังจากเกิดเหตุการณ์ พันตำรวจเอก ยุทธนา ไตรทิพย์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรสตึก ได้ประชุมหารือกับเจ้าหน้าที่และสั่งการให้ พันตำรวจโท สืบสกุล เกงขุนทด รองผู้กำกับการฝ่ายสืบสวน สถานีตำรวจภูธรสตึก ดำเนินการวางแผนจับกุมตัวนายบุญเชิดโดยเร็วที่สุด โดยเจ้าหน้าที่ได้วิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ว่า ผู้ต้องหามีแนวโน้มที่จะยังคงอยู่ในพื้นที่อำเภอสตึกหรือบริเวณใกล้เคียง เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ผู้ต้องหาคุ้นเคยและมีบ้านเกิดอยู่

สิ่งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจให้ความสำคัญเป็นพิเศษในการจับกุมครั้งนี้ก็คือ พันตำรวจเอก ยุทธนา ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากนายบุญเชิดมีประวัติเป็นนักมวยไทยมืออาชีพที่เคยใช้นามสังเวียนว่า “เทิดศักดิ์ จอยจิตรตา” และมีชื่อเสียงในแวดวงมวยในอดีต ซึ่งหมายความว่าผู้ต้องหามีความสามารถในการต่อสู้ป้องกันตัวและอาจใช้ความรุนแรงต่อเจ้าหน้าที่ได้หากรู้สึกว่าถูกตามจับ นอกจากนี้ในขณะนั้นยังไม่ทราบว่าผู้ต้องหามีอาวุธติดตัวหรือไม่ จึงต้องเตรียมแผนการจับกุมที่รอบคอบและปลอดภัยทั้งต่อเจ้าหน้าที่และตัวผู้ต้องหาเอง

วันวานอันยากลำบากในป่าลึก

ในช่วงเวลาที่นายบุญเชิดหลบหนีตัวไปนั้น เขาได้เลือกที่จะหลบซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ป่าห่างไกลจากชุมชน เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจับกุมจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากคำให้การของผู้ต้องหาเองภายหลังจากถูกจับกุม เขาได้เปิดเผยถึงสภาพความเป็นอยู่ที่ยากลำบากในช่วงเวลาที่หลบหนีอยู่ในป่านั้น ซึ่งเป็นเวลากว่าสองวันเต็มที่เขาต้องอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่ไม่เอื้ออำนวย

ในป่าลึกนั้น นายบุญเชิดได้พยายามหาอาหารเพื่อประทังชีวิตด้วยการเก็บลูกพุทรามารับประทาน ซึ่งเป็นผลไม้ป่าที่พบได้ทั่วไปในป่าของภาคอีสาน อย่างไรก็ตาม ลูกพุทราเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้เขารู้สึกอิ่ม และเพื่อที่จะควบคุมความรู้สึกหิวโหยที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เขาได้หันไปพึ่งสารเสพติดโดยการเสพยาบ้าเพื่อช่วยลดอาการหิว ซึ่งเป็นวิธีการที่ผิดกฎหมายและเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างยิ่ง

แม้จะพยายามทนอยู่ในป่าและใช้ยาบ้าเพื่อลดความรู้สึกหิว แต่ในที่สุดนายบุญเชิดก็ไม่สามารถทนกับสภาพความเป็นอยู่ที่ยากลำบากได้อีกต่อไป ความหิวที่รุนแรง ความเหนื่อยล้า และสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยในป่าได้ทำให้เขาตัดสินใจที่จะกลับมายังความเป็นปกติ โดยเขาได้วางแผนที่จะกลับมาบ้านของแม่เพื่อหาอาหารรับประทาน โดยไม่คาดคิดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้วางแผนและติดตามเฝ้าดูบ้านของแม่เขาอยู่แล้ว

การจับกุมที่บ้านแม่

ด้วยประสบการณ์และความสามารถในการคาดการณ์พฤติกรรมของผู้ต้องหา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนของสถานีตำรวจภูธรสตึก ภายใต้การนำของ พันตำรวจโท สืบสกุล เกงขุนทด ได้วิเคราะห์ว่านายบุญเชิดมีแนวโน้มที่จะกลับมาที่บ้านของแม่ในบ้านชาวประมง ตำบลสตึก เนื่องจากเป็นสถานที่ที่คุ้นเคยและน่าจะเป็นที่ที่เขาจะกลับมาหาอาหารและที่พักพิง

เจ้าหน้าที่จึงได้วางกำลังเฝ้าติดตามบริเวณบ้านของแม่นายบุญเชิดอย่างใกล้ชิด โดยใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้ผู้ต้องหาสังเกตเห็นและหลบหนีไปได้อีก และตามที่เจ้าหน้าที่ได้คาดการณ์ไว้ นายบุญเชิดได้กลับมาปรากฏตัวที่บ้านแม่ของเขาในที่สุด หลังจากที่ไม่สามารถทนต่อสภาพความเป็นอยู่ที่ยากลำบากในป่าได้อีกต่อไป

เมื่อนายบุญเชิดเดินเข้ามาใกล้บ้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนที่คอยซุ่มดักรออยู่ได้เข้าควบคุมตัวอย่างรวดเร็วและปลอดภัย โดยไม่มีการต่อสู้ขัดขืนใดๆ เกิดขึ้น นายบุญเชิดซึ่งอยู่ในสภาพอ่อนล้าและหิวโหยมิได้แสดงท่าทีต่อต้านการจับกุม และยอมให้เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวไปยังสถานีตำรวจภูธรสตึกเพื่อดำเนินการสอบสวนต่อไป

การสอบสวนและคำรับสารภาพ

ภายหลังจากที่ถูกควบคุมตัวมาที่สถานีตำรวจภูธรสตึก เจ้าหน้าที่พนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสอบปากคำนายบุญเชิดอย่างละเอียด โดยผู้ต้องหาได้ให้ความร่วมมือในการให้การและรับสารภาพต่อเจ้าหน้าที่อย่างเต็มที่ว่า ตนเองเป็นผู้ก่อเหตุทำร้ายภรรยาด้วยค้อนตีตะปูจริง โดยไม่ได้ปฏิเสธหรือหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบใดๆ

ในการให้การ นายบุญเชิดได้เปิดเผยสาเหตุที่แท้จริงของการก่อเหตุครั้งนี้ว่า มาจากความรำคาญใจที่สะสมมาเป็นเวลานานต่อนิสัยของภรรยา โดยนางดวงพรมีนิสัยหึงหวงมากและมักจะกล่าวหาว่าเขาไปมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงคนอื่น หรือไปติดผู้หญิงคนใหม่อยู่เสมอ ทั้งที่นายบุญเชิดอ้างว่าตนเองไม่เคยกระทำเช่นนั้นเลย และความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาคู่นี้ก็มักจะมีการทะเลาะวิวาทกันเรื่องเดิมๆ อยู่บ่อยครั้ง

ในคืนวันที่ 26 ตุลาคม 2568 นั้น นางดวงพรได้พูดในลักษณะเดียวกันกับที่เคยพูดมาอีก โดยกล่าวหาว่านายบุญเชิดไปมีผู้หญิงคนใหม่ ซึ่งข้อกล่าวหานี้ได้ทำให้นายบุญเชิดซึ่งสะสมความโกรธและหงุดหงิดมานานไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้อีกต่อไป จึงได้ “บันดาลโทสะ” หรือโกรธจัดจนสติแตก และหยิบค้อนตีตะปูที่อยู่ใกล้มือขึ้นมาทุบศีรษะภรรยาของตนเองหลายครั้งอย่างรุนแรง โดยไม่คิดถึงผลที่จะตามมา

การให้การของนายบุญเชิดแสดงให้เห็นถึงปัญหาในการบริหารจัดการอารมณ์และการแก้ปัญหาความขัดแย้งในครอบครัว ซึ่งเมื่อสะสมมานานโดยไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม ก็สามารถนำไปสู่เหตุการณ์รุนแรงที่ไม่สามารถย้อนกลับได้เช่นนี้

ข้อมูลเพิ่มเติมจากญาติผู้เสียหาย

จากการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากญาติของทั้งสองฝ่าย ได้ทราบว่าความสัมพันธ์ระหว่างนายบุญเชิดและนางดวงพรนั้นมีปัญหามาเป็นระยะเวลานาน โดยแม่ของนายบุญเชิดเองก็ได้เปิดเผยว่า ลูกชายและภรรยามักจะมีการทะเลาะวิวาทกันเป็นประจำ โดยเฉพาะเรื่องความหึงหวงของนางดวงพรที่มีต่อสามี ซึ่งมักจะกล่าวหาว่านายบุญเชิดไปมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงอื่น

ข้อมูลจากญาติยังชี้ให้เห็นว่า ทั้งสองคนมีอายุห่างกันถึง 20 ปี โดยนางดวงพรมีอายุมากกว่า ซึ่งช่วงอายุที่ห่างกันมากเช่นนี้อาจส่งผลต่อความเข้าใจและการมองโลกที่แตกต่างกัน รวมถึงปัญหาความไม่มั่นคงทางอารมณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม ไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะสามารถอธิบายหรือให้เหตุผลกับการใช้ความรุนแรงร้ายแรงเช่นนี้ได้

ข้อหาที่ถูกจับกุม

หลังจากการสอบสวนเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรสตึกได้ดำเนินการแจ้งข้อหากับนายบุญเชิดในความผิด 2 ข้อหาสำคัญ ได้แก่

ข้อหาแรก “ทำร้ายร่างกายผู้อื่น” ซึ่งเป็นข้อหาหลักที่เกี่ยวข้องกับการใช้ค้อนตีตะปูทำร้ายภรรยาจนได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยข้อหานี้มีโทษตามประมวลกฎหมายอาญาและอาจมีการปรับเพิ่มโทษหากศาลพิจารณาว่าเป็นการทำร้ายที่รุนแรงหรือใช้อาวุธ ซึ่งค้อนตีตะปูสามารถถือได้ว่าเป็นอาวุธที่ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรง

ข้อหาที่สอง “เสพยาเสพติดประเภท 1 (ยาบ้า) โดยไม่ได้รับอนุญาต” ซึ่งเป็นข้อหาที่เกิดขึ้นภายหลังจากการก่อเหตุ โดยนายบุญเชิดได้รับสารภาพว่าได้เสพยาบ้าในขณะที่หลบหนีอยู่ในป่าเพื่อช่วยลดความรู้สึกหิว ข้อหานี้แสดงให้เห็นถึงปัญหายาเสพติดที่อาจส่งผลต่อพฤติกรรมและการตัดสินใจของผู้ต้องหา

ทั้งสองข้อหานี้ถือเป็นความผิดร้ายแรงตามกฎหมาย และเจ้าหน้าที่จะดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป โดยนายบุญเชิดจะถูกส่งตัวไปยังศาลเพื่อขอขยายเวลาการควบคุมตัวและดำเนินคดีในชั้นศาลต่อไป

สภาพของผู้เสียหาย

สำหรับนางดวงพร ภรรยาผู้เสียหายในเหตุการณ์ครั้งนี้ หลังจากที่ได้รับการทำร้ายจากสามีด้วยค้อนตีตะปูทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณศีรษะและร่างกายหลายแห่ง เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยวังกรูดได้รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วนในคืนที่เกิดเหตุ โดยแพทย์ได้ให้การรักษาพยาบาลอย่างเต็มที่

ตามรายงานจากโรงพยาบาล นางดวงพรได้รับบาดเจ็บสาหัสโดยเฉพาะบริเวณศีรษะซึ่งเป็นบริเวณที่สำคัญและอ่อนไหวมาก การได้รับการทำร้ายด้วยค้อนในบริเวณดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อระบบประสาทและสมองได้ อย่างไรก็ตาม แพทย์ได้ให้การดูแลรักษาอย่างใกล้ชิดและสภาพของผู้ป่วยอยู่ในการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

ประเด็นที่สังคมควรให้ความสนใจ

เหตุการณ์ครั้งนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาสำคัญหลายประการที่สังคมไทยควรให้ความสนใจและหาแนวทางป้องกัน อันได้แก่

ประการแรก คือ ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งยังคงเป็นปัญหาที่พบเห็นได้บ่อยในสังคมไทย โดยเฉพาะความรุนแรงที่ผู้ชายมีต่อผู้หญิงในครอบครัว ซึ่งมักเกิดจากปัญหาการสื่อสาร การบริหารอารมณ์ที่ไม่เหมาะสม และการขาดทักษะในการแก้ไขความขัดแย้งอย่างสันติ สังคมควรมีการส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับการจัดการอารมณ์และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในครอบครัวอย่างเหมาะสม

ประการที่สอง คือ ปัญหายาเสพติดที่ยังคงแพร่หลายในสังคม จากคำให้การของนายบุญเชิดที่ระบุว่าได้เสพยาบ้าในขณะหลบหนีอยู่ในป่า แสดงให้เห็นว่ายาเสพติดเข้าถึงได้ง่ายและยังคงเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง การเสพยาเสพติดไม่เพียงแต่เป็นความผิดทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิต และพฤติกรรมของผู้เสพ รวมถึงสังคมโดยรวม

ประการที่สาม คือ การขาดระบบสวัสดิการและการให้คำปรึกษาแก่ครอบครัวที่มีปัญหา หากมีระบบที่สามารถเข้าไปให้ความช่วยเหลือครอบครัวที่มีปัญหาได้อย่างทันท่วงที เหตุการณ์ร้ายแรงเช่นนี้อาจสามารถป้องกันได้ สังคมควรมีช่องทางให้คนในครอบครัวที่มีปัญหาสามารถขอความช่วยเหลือได้อย่างง่ายดายและไม่ต้องรู้สึกอับอาย

บทเรียนสำหรับสังคม

กรณีของนายบุญเชิด อดีตนักมวยที่เคยมีชื่อเสียงในสมัยก่อน ซึ่งต้องมาเผชิญหน้ากับคดีความร้ายแรงเช่นนี้ เป็นบทเรียนสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า ชื่อเสียงหรือความสำเร็จในอดีตไม่สามารถเป็นข้ออ้างหรือเหตุผลในการใช้ความรุนแรงได้ ทุกคนในสังคมจำเป็นต้องเรียนรู้การควบคุมอารมณ์และการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์

นอกจากนี้ กรณีนี้ยังเป็นเตือนใจให้ผู้ที่กำลังเผชิญกับปัญหาในครอบครัวหรือความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความหึงหวง การสื่อสารที่ไม่ราบรื่น หรือความขัดแย้งที่สะสมมานาน ควรหาทางออกที่เหมาะสมโดยการพูดคุยกัน การขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ หรือการแยกกันอยู่ชั่วคราวหากจำเป็น แทนที่จะปล่อยให้ปัญหาสะสมจนนำไปสู่เหตุการณ์รุนแรงที่ไม่อาจแก้ไขได้

สำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เหตุการณ์ครั้งนี้ควรเป็นแรงผลักดันให้มีการพัฒนาระบบการช่วยเหลือครอบครัวที่มีปัญหาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัวและทางออกที่เหมาะสม

การดำเนินคดีในกรณีนี้จะเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม โดยนายบุญเชิดจะถูกส่งตัวไปยังศาลเพื่อพิจารณาคดีต่อไป ขณะที่นางดวงพรยังคงได้รับการรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง และทางครอบครัวหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเธอจะฟื้นตัวจากเหตุการณ์ที่สะเทือนขวัญครั้งนี้ได้อย่างสมบูรณ์

เหตุการณ์ครั้งนี้จึงเป็นบทเรียนอันเจ็บปวดที่เตือนใจสังคมไทยให้ตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างสังคมที่ปลอดความรุนแรง การส่งเสริมทักษะการจัดการอารมณ์และการแก้ไขข้อขัดแย้ง และการสร้างระบบสนับสนุนที่เข้มแข็งสำหรับครอบครัวที่เผชิญปัญหา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมในลักษณะเดียวกันนี้ขึ้นอีกในอนาคต