เจ๊เอ๋ สระบุรี โวยแรง! ชี้ สว.อังคณา รับเงินเดือนจากภาษีคนไทยแต่ไปปกป้องสิทธิคนเขมร แนะคิดก่อนพูด

สถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะบริเวณบ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว ยังคงมีความตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคมและอินฟลูเอนเซอร์หลายรายที่พยายามสร้างกระแสเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ล่าสุดเกิดกรณีที่สร้างความถกเถียงในสังคมอย่างมาก หลังสมาชิกวุฒิสภาคนหนึ่งออกมาตั้งข้อสังเกตต่อการดำเนินการของอินฟลูเอนเซอร์ที่เข้าไปในพื้นที่ ทำให้เกิดการโต้แย้งและวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง “กัน จอมพลัง” นำเครื่องเสียงฉายหนังกลางแปลงในพื้นที่บ้านหนองจาน เหตุการณ์ที่จุดชนวนความขัดแย้งครั้งนี้เริ่มต้นจากการที่ “กัน จอมพลัง” อินฟลูเอนเซอร์ที่ติดตามเหตุการณ์ในพื้นที่ชายแดนมาอย่างต่อเนื่อง ได้นำเครื่องเสียงพร้อมกับหนังกลางแปลงเข้าไปฉายบริเวณพื้นที่บ้านหนองจาน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ในความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา การกระทำดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความกดดันและส่งสัญญาณต่อฝ่ายกัมพูชาที่เข้ามาบุกรุกพื้นที่ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวกลับกลายเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและอาจส่งผลกระทบต่อการเจรจาระหว่างสองประเทศ การนำเครื่องเสียงและหนังกลางแปลงเข้าไปฉายในพื้นที่ดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนที่พยายามแสดงออกถึงความไม่พอใจต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการที่มีกลุ่มชาวกัมพูชาเข้ามาบุกรุกพื้นที่และสร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่ การกระทำของ “กัน จอมพลัง” จึงได้รับการสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมากที่เห็นว่าเป็นการปกป้องอธิปไตยของชาติ สว.อังคณา ออกมาตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสมของการดำเนินการ จากเหตุการณ์ดังกล่าว นางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยตั้งข้อสังเกตต่อรัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงว่า การที่ปล่อยให้อินฟลูเอนเซอร์หรือ “กัน จอมพลัง” จัดรถแห่และทำการฉายหนังกลางแปลงในลักษณะดังกล่าวนั้น อาจถือเป็นการก่อกวนและสร้างความกดดันให้กับชาวกัมพูชา ซึ่งอาจจัดเป็นการทรมานตามนิยามของอนุสัญญาระหว่างประเทศ นางอังคณาได้ตั้งคำถามว่า การกระทำดังกล่าวอาจขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศและอนุสัญญาต่างๆ ที่ประเทศไทยเป็นภาคีหรือไม่ และอาจส่งผลกระทบต่อการเจรจาแก้ไขปัญหาระหว่างสองประเทศหรือไม่ คำถามเหล่านี้ได้สร้างความถกเถียงในวงกว้าง โดยเฉพาะจากกลุ่มประชาชนที่เห็นว่าการตั้งข้อสังเกตดังกล่าวไม่เหมาะสม และไม่สะท้อนถึงความรู้สึกของคนไทยที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การออกมาตั้งข้อสังเกตของ สว.อังคณา ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากประชาชนจำนวนมาก ที่มองว่าในฐานะที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาและอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ควรจะให้ความสำคัญกับสิทธิของคนไทยที่ได้รับความเดือดร้อนก่อน มากกว่าการไปเป็นห่วงสิทธิของชาวกัมพูชาที่เข้ามาบุกรุกพื้นที่ของประเทศไทย “เจ๊เอ๋ … Read more

ตำรวจแห่งชาติไว้อาลัย “หมู่จักร” เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่จับกุมเด็กแว้น มอบเงินช่วยเหลือกว่าล้านบาท พร้อมเสนอเลื่อนยศเป็น ด.ต. รวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีคู่กรณีอย่างรอบคอบ

เหตุการณ์อันน่าเศร้าและสะเทือนขวัญเกิดขึ้นในคืนวันที่ 12 ตุลาคม 2568 เวลาประมาณกลางดึก บริเวณพื้นที่ตำบลหาดคำ อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย ขณะที่ ส.ต.ท.จักรพงษ์ พุทธเสน ผู้บังคับหมู่ ฝ่ายป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจภูธรเมืองหนองคาย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กำลังปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมาย เพื่อออกตรวจดูแลความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้ หน่วยงานได้รับแจ้งเหตุจากประชาชนว่ามีกลุ่มวัยรุ่นจำนวนหนึ่งรวมตัวกันขับขี่จักรยานยนต์ด้วยความเร็วสูง ทำให้เกิดเสียงดังรบกวน และอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่น ซึ่งเป็นปัญหาที่สร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่ประชาชนในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง ส.ต.ท.จักรพงษ์จึงนำทีมออกปฏิบัติหน้าที่เพื่อจับกุมกลุ่มวัยรุ่นเหล่านี้ตามกฎหมาย ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างความปลอดภัยและความสงบสุขให้แก่ชุมชน อย่างไรก็ตาม ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น เมื่อรถกระบะคันหนึ่งที่มีหญิงวัย 30 ปี เป็นผู้ขับขี่ พุ่งชนเข้ามาอย่างรุนแรง ส่งผลให้ ส.ต.ท.จักรพงษ์ได้รับบาดเจ็บสาหัส และแม้จะได้รับการนำส่งโรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว แต่สภาพบาดเจ็บที่รุนแรงเกินกว่าที่แพทย์จะช่วยเหลือได้ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้กล้าหาญและเสียสละท่านนี้ต้องเสียชีวิตในที่สุด ทิ้งความโศกเศร้าไว้ให้กับครอบครัว เพื่อนร่วมงาน และประชาชนทั่วไป สำนักงานตำรวจแห่งชาติแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้ง เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2568 พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาแถลงข่าวและแสดงความอาลัยในนามของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยกล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอแสดงความอาลัยและความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของ ส.ต.ท.จักรพงษ์ พุทธเสน หรือ … Read more

นักท่องเที่ยวอินเดียปัสสาวะริมถนนพัทยา ถูกชาวบ้านชกล้มหัวฟาดพื้นเจ็บสาหัส หลังไม่ฟังคำเตือน

จากการตรวจสอบของศูนย์วิทยุหน่วยกู้ภัยสว่างบริบูรณ์ธรรมสถานเมืองพัทยา ซึ่งได้รับแจ้งเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายในเวลาเย็น ได้เร่งประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ สถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา พร้อมทีมอาสาสมัครกู้ภัยเข้าไปยังจุดเกิดเหตุอย่างรวดเร็ว ณ จุดเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบชายชาวอินเดีย อายุ 52 ปี นอนนิ่งอยู่บนพื้นถนนท่ามกลางแอ่งเลือด บริเวณศีรษะได้รับบาดเจ็บรุนแรงจากการกระแทกกับพื้นทางเดินคอนกรีต สติไม่ชัดเจน ทีมกู้ภัยจึงรีบทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ห้ามเลือด และพยุงคอเพื่อป้องกันการบาดเจ็บของไขสันหลัง ก่อนนำส่งโรงพยาบาลพัทยาเมโมเรียลอย่างเร่งด่วน ขณะที่ผู้ก่อเหตุได้หลบหนีออกจากที่เกิดเหตุไปก่อนหน้าที่เจ้าหน้าที่จะมาถึง คำให้การจากพยานผู้พบเห็นเหตุการณ์ นายสมชาย (นามสมมติ) วินมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่จอดรถอยู่บริเวณใกล้เคียง ซึ่งเป็นพยานสำคัญในคดีนี้ ได้ให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็น ขณะที่มีนักท่องเที่ยวสัญจรไปมาบริเวณตลาดอย่างคึกคัก นักท่องเที่ยวชาวอินเดียเดินมาจอดริมรั้วข้างทาง ก่อนจะแก้กระดุมกางเกงและเริ่มปัสสาวะลงบนพื้นคอนกรีตริมทางเดิน ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและขัดต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม “ผมเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ต้น ผู้ชายคนนั้นมายืนฉี่หน้าตลาดเลย ในเมื่อตรงนั้นมีคนเดินผ่านไปมาเยอะ ผมเลยเดินไปบอกแบบสุภาพว่า ไม่ให้ปัสสาวะตรงนี้ เพราะไม่เหมาะสม ให้เดินเข้าไปในตลาดมีห้องน้ำสาธารณะให้บริการฟรี แต่เขากลับไม่สนใจ ยังคงทำต่อไป” นายสมชายเล่า เมื่อนายสมชายพยายามห้ามมากขึ้น เพื่อนของชาวอินเดียที่อยู่ด้วยรวมประมาณ 3-4 คน ได้เข้ามาเถียงโต้แย้งอย่างรุนแรง โดยอ้างว่าเป็นเรื่องส่วนตัว และไม่เห็นว่าเป็นปัญหาอะไร การโต้เถียงทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนมีชาวบ้านคนอื่นๆ ที่เดินผ่านไปมาเข้ามาช่วยทักท้วงและอธิบายว่าการกระทำดังกล่าวผิดกฎหมายและขาดความเคารพต่อวัฒนธรรมท้องถิ่น การบานปลายสู่ความรุนแรง ตามคำให้การของพยาน เมื่อการโต้เถียงยืดเยื้อและทวีความตึงเครียดมากขึ้น ชายไทยคนหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าของร้านค้าในบริเวณใกล้เคียง ได้เดินเข้าไปพยายามห้ามปรามอย่างเด็ดขาดมากขึ้น … Read more

แม่ร้องช่วยลูกชาย ถูกแก๊งหลอกไปทำงานกัมพูชา แอบแชตบอกน่ากลัว-ต้องไถ่ตัวครึ่งล้าน

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2568 ที่บ้านเช่าเล็กๆ ริมถนนในพื้นที่หมู่ 2 ตำบลศาลาแดง อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง นางสาวสำเริง โพธิ์พิกุล อายุ 43 ปี ซึ่งเป็นชาวบ้านหมู่ 13 ตำบลบางจัก อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง ได้ออกมาร้องขอความช่วยเหลือด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวลและความสิ้นหวัง เธอวอนขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือลูกชายคนเดียวที่ตกเป็นเหยื่อของแก๊งค้ามนุษย์ นายณัฐวัฒน์ วงษ์ชำนาญ ลูกชายของนางสาวสำเริงที่มีอายุเพียง 20 ปี ได้ถูกหลอกให้เดินทางไปทำงานที่ต้องใช้ความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่ประเทศกัมพูชา พร้อมกับแฟนสาวซึ่งเป็นชาวจังหวัดสุพรรณบุรี เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ได้สร้างความหวาดกลัวและความเครียดอย่างมากให้กับครอบครัวที่อยู่ในภาวะยากลำบากอยู่แล้ว จุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่น่าสงสัย ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2568 เมื่อนายณัฐวัฒน์บอกกับแม่ว่าตนเองได้รับข้อเสนองานที่ดูน่าสนใจในกรุงเทพมหานคร งานดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการใช้ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นความสามารถที่เขามีอยู่ ในช่วงเช้าของวันนั้นประมาณเวลา 08.00-09.00 น. มีหญิงสาวร่างอ้วนคนหนึ่งได้ขับรถเก๋งสีดำมาที่บ้านเช่าในจังหวัดอ่างทองเพื่อรับตัวนายณัฐวัฒน์และแฟนสาว ในขณะนั้นนายณัฐวัฒน์ได้บอกกับแม่อย่างมั่นใจว่าเขาจะไปทำงานที่กรุงเทพมหานคร และสัญญาว่าจะติดต่อกลับมาเป็นระยะ นางสาวสำเริงซึ่งเป็นแม่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากนัก เพราะคิดว่าลูกชายได้โอกาสทำงานที่ดีในเมืองหลวง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นกลับกลายเป็นฝันร้ายที่ไม่มีใครคาดคิด ความจริงที่น่าสะพรึงกลัวค่อยๆ เผยออกมา เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นเพียงสองวันหลังจากที่นายณัฐวัฒน์ออกเดินทาง … Read more

พ่อค้าเขียงหมูสะสมความโมโหจนระเบิด ขว้างกระดูกหมูถูกเบ้าตาแม่ค้าฝั่งตรงข้าม หลังเหลือทนฟังพูดเรื่อง “ของใส่-เสกหนังควาย” ไปทั่วตลาด

นางขันทอง ายุ 56 ปี แม่ค้าเขียงหมูที่เป็นผู้เสียหายในคครั้งนี้ เดินทางมายังสถานีตำรวจภูธรอำเภอลานสักด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความไม่พอใจ เธอได้ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างละเอียดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งยื่นหลักฐานรูปถ่ายบาดแผลที่เบ้าตาข้างขวาซึ่งบวมช้ำเป็นสีแดงดำจากการถูกกระดูกหมูขว้างเข้าใส่ ตามที่นางขันทองให้การไว้ว่า ตนเองไม่เคยมีปัญหาหรือความขัดแย้งใดๆ กับนายสาครซึ่งเป็นพ่อค้าเขียงหมูที่วางขายอยู่ฝั่งตรงข้ามกับตนมาก่อน แต่ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณ 2-3 วันก่อนหน้าเหตุการณ์ ซึ่งตนมีปัญหาส่วนตัวเกิดขึ้นกับหลานสาวของตนเองที่ช่วยขายหมูในตลาดด้วยกัน “ก่อนหน้านี้หลานดิฉันไม่ค่อยสบาย ดิฉันก็เลยพูดออกไปตามอารมณ์ว่าโดนของใส่หรือเปล่า หรือมีคนทำอะไรใส่บ้าง ซึ่งมันก็แค่พูดไปตามปากตามคำเท่านั้น แต่มันกลับทำให้มีปากเสียงกันกับหลานสาว จนมาถึงวันเกิดเหตุ ตอนนั้นดิฉันกำลังหั่นเนื้อหมูขายให้กับลูกค้าตามปกติ ไม่ได้คิดอะไรหรือพูดอะไรกับใครเลย แต่จู่ๆ ก็เห็นก้อนกระดูกหมูก้อนโตบินมาจากฝั่งตรงข้าม แล้วก็มาถูกที่เบ้าตาข้างขวาของดิฉันอย่างแรง จนทำให้ดิฉันต้องหยุดการทำงานทันที และต้องรีบไปพบแพทย์” นางขันทองเล่าถึงเหตุการณ์ด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ นางขันทองกล่าวเพิ่มเติมว่า เธอรู้สึกตกใจและไม่เข้าใจเหตุผลว่าทำไมพ่อค้าเขียงหมูคู่กรณีจึงต้องใช้ความรุนแรงกับตนถึงขนาดนี้ แม้ว่าตนจะพูดเรื่องของใส่หรือเสกหนังควายออกไปบ้าง แต่ก็เป็นแค่เรื่องส่วนตัวระหว่างตนกับหลานสาว ไม่ได้ไปกล่าวหาหรือพูดถึงใครโดยตรง ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลใดที่คู่กรณีจะต้องมาทำร้ายตน พ่อค้าปฏิเสธไม่ได้ ยอมรับขว้างด้วยความทนไม่ไหว ในอีกด้านหนึ่ง นายสาคร (นามสมมติเพื่อคุ้มครองความเป็นส่วนตัว) อายุ 63 ปี พ่อค้าเขียงหมูที่เป็นผู้ก่อเหตุขว้างกระดูกหมูใส่แม่ค้าคู่กรณี ก็ได้เดินทางมายังสถานีตำรวจเช่นกัน แต่ด้วยสีหน้าที่ดูเครียดและเหนื่อยล้า เขาได้ให้การรับสารภาพต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ตนเป็นผู้กระทำการดังกล่าวจริง แต่มีเหตุผลและที่มาที่ไปอย่างชัดเจน “ผมยอมรับว่าผมเป็นคนขว้างกระดูกหมูใส่คุณผู้หญิงคนนั้นจริง แต่ผมไม่ได้จงใจหรือวางแผนที่จะทำร้ายเธอตั้งแต่แรก เพียงแต่ว่าผมอดทนไม่ไหวจริงๆ แล้ว” นายสาครกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความเครียดสะสม นายสาครอธิบายต่อว่า … Read more

รวบไรเดอร์แอปส่งอาหารชื่อดัง ลอบขายบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมาย ซุกซ่อนในกล่องข้าว-กล่องไอศกรีม ยึดของกลางนับพันชิ้น

ผู้ต้องหาในคดีนี้คือ นายวิษณุ (สงวนนามสกุล) อายุ 36 ปี ซึ่งถูกจับกุมบริเวณริมถนนสาธารณะหน้าตึกพลัมคอนโดปาร์ครังสิต 1A หมู่ที่ 4 บนถนนพหลโยธิน ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ในขณะที่กำลังดำเนินการส่งมอบบุหรี่ไฟฟ้าให้แก่ลูกค้า ของกลางที่ยึดได้จากการจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการตรวจค้นและยึดของกลางจากผู้ต้องหา ประกอบด้วย เครื่องบุหรี่ไฟฟ้าขนาดมาตรฐาน จำนวน 1 เครื่อง บุหรี่ไฟฟ้าแบบใช้แล้วทิ้งขนาด 9,000 คำ จำนวน 3 เครื่อง บุหรี่ไฟฟ้าแบบใช้แล้วทิ้งขนาด 12,000 คำ จำนวน 1 เครื่อง บุหรี่ไฟฟ้าแบบใช้แล้วทิ้งขนาด 20,000 คำ จำนวน 1 เครื่อง และหัวพอตสำหรับเครื่องบุหรี่ไฟฟ้า จำนวนทั้งสิ้น 16 หัว ของกลางทั้งหมดนี้ถูกบรรจุอย่างแนบเนียนภายในกล่องโฟมใส่อาหารและกล่องบรรจุไอศกรีม เพื่อปิดบังและหลอกลวงเจ้าหน้าที่ไม่ให้ทราบว่าภายในบรรจุบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมาย วิธีการนี้เป็นการใช้ช่องทางการส่งอาหารเป็นฉากบังหน้าในการดำเนินธุรกิจผิดกฎหมาย กระบวนการสืบสวนและการวางแผนจับกุม การจับกุมในครั้งนี้เป็นผลมาจากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 1 บก.สอท.2 ที่ได้รับข้อมูลว่ามีผู้ต้องสงสัยลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมายในพื้นที่ จังหวัดปทุมธานี โดยใช้วิธีการนำบุหรี่ไฟฟ้ามาส่งมอบให้กับลูกค้าที่บริเวณริมถนนสาธารณะหน้าอาคาร และมีการอำพรางของกลางโดยการบรรจุภายในกล่องโฟมใส่อาหารหรือกล่องบรรจุไอศกรีม … Read more

เสียงร้องลั่นหอพักพัทยา! พบทารกแรกเกิดถูกทิ้ง สายสะดือยังไม่ตัด คราบเลือดเต็มตัว

ร้อยตำรวจเอกปกรณ์ ประกอบนันท์ รองสารวัตรฝ่ายสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา ได้รับแจ้งเหตุการณ์พบทารกถูกทิ้งภายในหอพักพนักงานแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี จึงได้ประสานงานและเดินทางไปยังจุดเกิดเหตุโดยทันที พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กู้ภัยจากมูลนิธิสว่างบริบูรณ์ธรรมสถานเมืองพัทยา เพื่อให้ความช่วยเหลือทารกที่ถูกทิ้งอย่างเร่งด่วน สถานที่เกิดเหตุเป็นอาคารพาณิชย์ที่มีความสูง 3 ชั้นครึ่ง ประกอบด้วย 10 คูหา ซึ่งได้รับการดัดแปลงและปรับปรุงให้เป็นหอพักสำหรับพนักงานของโรงแรมระดับชั้นนำแห่งหนึ่งในเมืองพัทยา อาคารแห่งนี้ตั้งอยู่ในทำเลที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัว โดยมีพนักงานจากหลากหลายสัญชาติเข้าพักอาศัยอยู่จำนวนหนึ่ง เป็นสถานที่ที่มีการจัดการอย่างเป็นระบบและมีมาตรการด้านความปลอดภัยตามมาตรฐาน รายละเอียดสภาพของทารกที่ถูกค้นพบ เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าทำการตรวจสอบบริเวณทางเดินชั้นลอยของชั้น 2 ภายในหอพักดังกล่าว พบทารกเพศชายแรกเกิดที่มีอายุประมาณไม่เกิน 3-4 ชั่วโมง โดยทารกยังคงมีชีวิตอยู่และส่งเสียงร้องด้วยความอ่อนแรง อย่างน่าเวทนาสะเทือนใจ สภาพของทารกค่อนข้างน่าเป็นห่วง โดยร่างกายไม่ได้สวมเสื้อผ้าใดๆ เลย ถูกห่อหุ้มด้วยเสื้อผ้าสีเขียวอย่างคร่าวๆ และถูกวางนอนอยู่บนกระสอบปุ๋ยสีขาว ซึ่งวางทิ้งไว้ตรงบริเวณทางเดินที่มีแสงสว่างน้อยมาก สภาพร่างกายของทารกน้อยปรากฏคราบเลือดติดอยู่ทั่วเนื้อตัว ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นเลือดที่เหลือจากการคลอด และที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือสายสะดือของทารกยังไม่ได้รับการตัดหรือดูแลอย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทารกน่าจะถูกนำมาทิ้งทันทีหลังจากการคลอด โดยไม่ได้รับการดูแลเบื้องต้นใดๆ เลย สภาพดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่เห็นถึงความเสี่ยงต่อชีวิตของทารก จึงได้ประสานงานกับโรงพยาบาลเมืองพัทยาอย่างเร่งด่วน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์เข้ามารับตัวทารกไปดูแลและให้การรักษาอย่างเร็วที่สุด คำให้การของผู้พบเหตุ เปิดเผยรายละเอียดช่วงเวลาก่อนพบเหตุ จากการสอบปากคำพยานผู้พบเหตุ นางสาวนาง (นามสมมติ) อายุ 56 ปี สัญชาติไทยใหญ่ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้พักอาศัยภายในหอพักแห่งนี้ ได้ให้การเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า … Read more

“หลวงตาสุจย์” ขู่ปิดร้านกาแฟคนไทยในกัมพูชา หลังถูกวิจารณ์บนโซเชียลไม่หยุด – ไม่กล้ากลับไทย

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2568 เพจเฟซบุ๊กที่มีชื่อว่า “ชุมชนคนสุรินทร์” ได้ทำการเผยแพร่คลิปวิดีโอที่มีเนื้อหาน่าตกใจ ในคลิปดังกล่าว หลวงตาสุจย์ได้กล่าวถึงร้านกาแฟที่มีชื่อว่า “361 THREE SIX ONE Beyond café space” ซึ่งเป็นธุรกิจของผู้ประกอบการชาวไทยที่ได้ไปลงทุนเปิดกิจการในประเทศกัมพูชาหลายสาขา เพจดังกล่าวได้โพสต์คลิปพร้อมข้อความที่ระบุว่า “ยิ่งใหญ่เหลือเกิน ท่านบิ๊กสุจย์ Such Nana ร้านเขาไปทำอะไรให้ ถึงขู่จะปิดร้านเขา หึ” ซึ่งสะท้อนถึงความไม่พอใจและความสงสัยของประชาชนต่อพฤติกรรมของหลวงตาสุจย์ที่ออกมาข่มขู่ธุรกิจของเพื่อนร่วมชาติ รายละเอียดคำพูดที่สร้างความตกตะลึง ในคลิปวิดีโอที่เผยแพร่ หลวงตาสุจย์ได้กล่าวว่า “361 THREE SIX ONE เป็นร้านอาหารของคนไทยที่มาเปิดในกัมพูชา ผมก็ให้เกียรติ ผมไม่เคยกลั่นแกล้ง แต่ถ้าคนไทยยังด่าผมทุกวันๆ อยู่อย่างนี้ 361 THREE SIX ONE อยู่ไม่ได้หรอกครับ หลายสาขาในกัมพูชา ปิดตัวลงแน่นอน” ท่านยังได้เน้นย้ำว่า “ร้าน 361 THREE SIX ONE เป็นของคนสุรินทร์ ผมให้เกียรติคนสุรินทร์ ผมให้เกียรติคนไทย เอาผมทุกวันๆ … Read more

จับคู่สามีภรรยาตระเวนลักหมวกกันน็อกแบรนด์เนมราคาแพง ขายผ่านเฟซบุ๊ก เผยก่อเหตุหลายครั้ง

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการจับกุมนายนิรัติศัย เพ็ชร์เจริญ อายุ 37 ปี และนางสาวรสสุคล หยาดทอง อายุ 33 ปี ซึ่งเป็นสามีภรรยา ในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ และรับของโจร ณ บริเวณปั๊มน้ำมัน ปตท. ซอยสายไหม 56 แขวงสายไหม เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร โดยการจับกุมในครั้งนี้เป็นผลมาจากการสืบสวนและติดตามตัวผู้ต้องหาอย่างใกล้ชิด หลังจากได้รับแจ้งจากผู้เสียหายถึงการสูญหายของหมวกกันน็อกราคาแพง ผู้ต้องหาทั้งสองคนถูกจับกุมพร้อมของกลาง คือหมวกกันน็อกยี่ห้อ Bimola ลายวันพีชสีส้ม ซึ่งเป็นหมวกกันน็อกแบบเต็มใบมีราคาประมาณ 3,000 บาท ที่ได้ลักมาจากรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย และกำลังจะนำไปส่งมอบให้กับผู้ที่ติดต่อซื้อผ่านทางเฟซบุ๊ก เหตุการณ์ที่นำไปสู่การจับกุม คดีนี้เริ่มต้นเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2568 เมื่อผู้เสียหายได้มาแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจนครบาลสายไหมว่า เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2568 เวลาประมาณ 21.00 น. ตนเองได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ไปที่ตลาดเซฟวัน โก โดยได้จอดรถจักรยานยนต์ไว้ที่จุดจอดรถจักรยานยนต์ภายในบริเวณตลาด ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามสำนักงานเขตสายไหม แขวงสายไหม เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร ผู้เสียหายเล่าว่าขณะนั้นได้วางหมวกกันน็อกแบบเต็มใบ ยี่ห้อ Bimola … Read more

รถกระบะซิ่งด้วยความเร็วสูงเสียหลักพุ่งตกคลองน้ำ ส่งผลให้คนขับเสียชีวิต ขณะที่ผู้โดยสารรอดชีวิตได้อย่างหวุดหวิด

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2568 เวลาประมาณเช้ามืด ร้อยตำรวจตรี อนันต์ สีเสน รองสารวัตรฝ่ายสอบสวน สถานีตำรวจภูธรนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ได้รับแจ้งเหตุจากประชาชนว่ามีรถกระบะตกลงในคลองน้ำบริเวณดังกล่าว พร้อมทั้งมีรายงานว่ามีผู้ติดอยู่ภายในรถที่จมน้ำ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรีบประสานงานกับหน่วยกู้ภัยสยามรวมใจปู่อินทร์ เพื่อเดินทางไปยังจุดเกิดเหตุอย่างเร่งด่วน โดยระหว่างทางได้มีการเตรียมอุปกรณ์กู้ภัยและช่วยเหลือไว้อย่างพร้อมเพรียง เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึงบริเวณที่เกิดเหตุ สภาพที่พบเป็นภาพที่น่าสะเทือนใจ รถกระบะแค็บยี่ห้ออีซูซุ สีบรอนซ์เงิน หมายเลขทะเบียน ผฉ 3296 นครราชสีมา จมอยู่ในคลองน้ำที่มีความลึกพอสมควร ตัวรถเอียงไปทางด้านคนขับซึ่งจมลงไปในน้ำจนมิดคัน ขณะที่ด้านผู้โดยสารยังลอยอยู่เหนือน้ำบางส่วน ทำให้ผู้โดยสารสามารถลอยคอและยังมีชีวิตรอดได้ ชาวบ้านผู้กล้าหาญกระโดดลงช่วยเหลือ ก่อนที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยจะมาถึง ชาวบ้านในพื้นที่ที่เห็นเหตุการณ์เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา ได้แสดงความกล้าหาญและจิตใจที่ดีงามด้วยการกระโดดลงไปในคลองน้ำเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย พวกเขาสามารถช่วยเหลือนายเอนก (นามสมมุติ) อายุ 53 ปี ซึ่งเป็นผู้โดยสารที่ลอยคออยู่ภายในรถได้อย่างทันท่วงที ด้วยการประคองตัวให้สามารถหายใจได้จนกว่าเจ้าหน้าที่กู้ภัยจะมาถึง ความกล้าหาญของชาวบ้านเหล่านี้ได้ช่วยชีวิตผู้โดยสารไว้ได้ เพราะหากปล่อยให้อยู่ในสภาพดังกล่าวนานขึ้น อาจเกิดอันตรายถึงชีวิตได้ เจ้าหน้าที่กู้ภัยที่มาถึงในเวลาต่อมาได้ทำการช่วยเหลือนายเอนกขึ้นมาจากรถอย่างระมัดระวัง และส่งตัวไปยังโรงพยาบาลเพื่อตรวจสอบอาการบาดเจ็บเบื้องต้น โชคดีที่ผู้โดยสารไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส เพียงแค่มีอาการช็อกและบาดแผลเล็กน้อยเท่านั้น คนขับรถเสียชีวิตภายในรถที่จมน้ำ ในขณะที่ผู้โดยสารได้รับการช่วยเหลือและรอดพ้นจากอันตราย แต่สำหรับนายสมคิด (นามสมมุติ) อายุ 52 ปี ผู้เป็นคนขับรถกระบะคันดังกล่าว กลับมีชะตากรรมที่แตกต่างออกไปอย่างน่าเศร้า … Read more