หนุ่มจีนเมาคลั่งอาละวาดกลางดึก ใช้ปากกาแทงเจ้าหน้าที่เทศกิจบาดเจ็บ หน้าห้างดังพัทยา

เหตุการณ์เกิดขึ้นในเวลาประมาณ 01.30 น.  เมื่อมีการแจ้งเหตุเข้ามาที่เจ้าหน้าที่เทศกิจเมืองพัทยาว่า พบว่าชายชาวจีนที่มีอายุประมาณ 35-40 ปี ได้เดินมานั่งอยู่หน้าห้างสรรพสินค้าในอาการมึนเมาสุราอย่างหนัก ท่าทางและพฤติกรรมของเขาในขณะนั้นดูไม่ปกติและน่าเป็นห่วง ทำให้ผู้พบเห็นได้แจ้งเหตุไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อเจ้าหน้าที่เทศกิจเมืองพัทยาเดินทางมาถึงจุดเกิดเหตุ ได้พยายามเข้าไปสอบถามและให้ความช่วยเหลือชายคนดังกล่าวด้วยความเป็นมืออาชีพ โดยเข้าไปถามถึงสภาพและความต้องการความช่วยเหลือ แต่สิ่งที่ตามมาคือเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด แทนที่ชายชาวจีนจะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ กลับกลายเป็นว่าเขาได้แสดงอาการคลุ้มคลั่งและก้าวร้าวอย่างรุนแรง ด้วยความรวดเร็วและไม่คาดฝัน เขาได้ดึงปากกาที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อหน้าอกของเจ้าหน้าที่ออกมา และใช้ปลายปากกาที่มีลักษณะแหลมคมแทงเข้าที่มือของเจ้าหน้าที่ที่กำลังพยายามเข้าไปช่วยเหลือและระงับเหตุ การกระทำดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งถือเป็นการทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานในขณะปฏิบัติหน้าที่ อันเป็นความผิดที่มีโทษตามกฎหมาย การจัดการสถานการณ์และการควบคุมตัวผู้ก่อเหตุ ทันทีที่เหตุการณ์เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ที่อยู่ในจุดเกิดเหตุได้ร่วมมือกันควบคุมตัวชายชาวจีนที่อยู่ในอาการคลุ้มคลั่งดังกล่าว แม้ว่าจะมีการต่อต้านและพยายามหลุดพ้นจากการควบคุม แต่ด้วยความเป็นมืออาชีพและการทำงานเป็นทีม เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ในที่สุด หลังจากนั้นได้มีการประสานงานกับสถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยาเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาร่วมดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ผู้ก่อเหตุถูกนำตัวส่งไปยังสถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยาเพื่อดำเนินการสอบสวนและบันทึกประจำวัน สิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการในครั้งนี้คือ ผู้ก่อเหตุไม่มีเอกสารประจำตัวใดๆ ติดตัวมาด้วย ไม่พบหนังสือเดินทาง พาสปอร์ต หรือเอกสารใดๆ ที่สามารถระบุตัวตนได้ชัดเจน ประกอบกับผู้ก่อเหตุอยู่ในภาวะมึนเมาสุราอย่างหนัก และอยู่ในอาการต่อต้านเจ้าหน้าที่ ไม่ให้ความร่วมมือในการตอบคำถามหรือให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเอง ทำให้ไม่สามารถทราบได้ว่าผู้ก่อเหตุชื่ออะไร มาจากไหน เข้ามาในประเทศไทยด้วยวัตถุประสงค์ใด และพำนักอยู่ที่ใดในขณะนี้ คำให้การของพยานผู้พบเห็นเหตุการณ์ นายฮอนด้า ชายหนุ่มวัย 20 ปี ซึ่งเป็นพยานสำคัญที่อยู่ในเหตุการณ์และได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ ได้ให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ในขณะที่เขากำลังเดินผ่านบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าดังกล่าว ได้สังเกตเห็นชายชาวจีนคนหนึ่งเดินมานั่งอยู่บริเวณทางเดินหน้าห้างในลักษณะที่ดูไม่ค่อยมีสติสัมปชัญญะ อาการแสดงออกของชายคนดังกล่าวชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเขาอยู่ในภาวะมึนเมาสุราอย่างหนัก ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ดี … Read more

“เอเจนซี่เก๊” อ้างชื่อผู้กำกับดัง “พชร์ อานนท์” หลอกเด็กเข้าวงการบันเทิง ผู้เสียหายนับสิบราย มูลค่าหลายแสนบาท

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 น.  ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง มีประชาชนจำนวนมากพร้อมใจกันเดินทางมายื่นหนังสือแจ้งความร้องทุกข์ โดยมีนายแทนคุณ จิตต์อิสระ ประธานชมรมสันติประชาธรรม พร้อมด้วยนายอภิรุจ มิ่งขวัญตา หรือที่รู้จักกันในนาม “พชร์ อานนท์” ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง นำผู้เสียหายเข้าแจ้งความต่อกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) กรณีถูกมิจฉาชีพหลอกลวงด้วยการอ้างตัวเป็นเอเจนซี่พาเข้าสู่วงการบันเทิง โดยใช้ชื่อของผู้กำกับดังเป็นเครื่องมือสร้างความน่าเชื่อถือ ทำให้ผู้เสียหายเสียหายหลายแสนบาท รูปแบบการหลอกลวงที่ชาญฉลาด-ใช้จุดอ่อนของเหยื่อเป็นเครื่องมือ จากการสอบถามผู้เสียหาย พบว่าแก๊งมิจฉาชีพมีรูปแบบการหลอกลวงที่ค่อนข้างซับซ้อนและมีความเป็นมืออาชีพสูง โดยจะเริ่มต้นจากการเข้าไปในกลุ่มเฟซบุ๊กที่เปิดรับสมัครนักแสดงหน้าใหม่ หรือกลุ่มที่ผู้ปกครองมักนำบุตรหลานมาลงประกาศหาโอกาสในวงการบันเทิง คนร้ายจะทักแชทเข้ามาชักชวนด้วยวิธีการที่ดูเป็นมืออาชีพ มีการแนะนำตัวว่าเป็นผู้ช่วยของเอเจนซี่ชื่อดัง หรือเป็นผู้จัดการงานของผู้กำกับที่มีชื่อเสียง หลังจากนั้นจะมีการติดต่อผ่านทางโทรศัพท์เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือเพิ่มเติม โดยจะมีการนัดหมายให้ไปแคสติ้งตามสถานที่ต่างๆ ที่ดูเป็นทางการ บางครั้งอาจเป็นโรงแรม ห้องประชุม หรือสตูดิโอขนาดเล็กที่เช่ามา เพื่อสร้างภาพลักษณ์ว่าเป็นงานจริง มีความน่าเชื่อถือ และทำให้เหยื่อรู้สึกมั่นใจว่าตนเองกำลังจะได้ก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงอย่างแท้จริง สิ่งที่น่าสนใจคือคนร้ายมีความรู้ความเข้าใจในกระบวนการทำงานของวงการบันเทิงเป็นอย่างดี สามารถอธิบายขั้นตอนต่างๆ ได้อย่างละเอียด รวมถึงใช้ศัพท์เฉพาะทางที่ทำให้ผู้ที่ยังไม่มีประสบการณ์ในวงการเชื่อถือได้ง่าย นอกจากนี้ยังมีการอ้างว่ามีผลงานร่วมกับซีรีส์ระดับโลกอย่าง “The White Lotus” และมีนักแสดงในสังกัดจำนวนมาก เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้มากขึ้น บัญชีธนาคารกลายเป็นช่องทางชำระเงิน-กลเม็ดใหม่ของแก๊งมิจฉาชีพ นางสาวสุภัทราวดี ภู่เจริญยศ หนึ่งในผู้เสียหายที่เข้ามาแจ้งความในครั้งนี้ เล่าถึงประสบการณ์ที่ตกเป็นเหยื่อว่า … Read more

จับพี่ชายวัย 20 ปี คดีกระทำชำเราน้องสาวแท้ๆ วัย 12 ปี หลบหนีข้ามจังหวัด

เหตุการณ์ที่นำไปสู่การออกหมายจับและการดำเนินคดีครั้งนี้มีต้นเหตุมาจากวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2567 เมื่อนักจิตวิทยาได้พาเด็กหญิงผู้เสียหายซึ่งมีอายุเพียง 12 ปี เข้าพบพนักงานสอบสวน เพื่อแจ้งความเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทางนักจิตวิทยาได้ให้ข้อมูลว่าเด็กหญิงผู้เสียหายถูกนายณัฐวุฒิฯ ซึ่งเป็นพี่ชายแท้ๆ ของเธอเอง กระทำชำเรา เหตุการณ์ความผิดดังกล่าวเกิดขึ้น ณ บ้านพักอาศัยในพื้นที่ตำบลต้นธงชัย อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2567 ซึ่งเป็นสถานที่ที่ควรจะเป็นที่ปลอดภัยและเป็นบ้านที่อบอุ่นสำหรับเด็ก แต่กลับกลายเป็นสถานที่ที่เกิดเหตุการณ์ที่โหดร้ายและส่งผลกระทบต่อชีวิตของเด็กผู้เสียหายอย่างรุนแรง ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ต้องหากับผู้เสียหายที่เป็นพี่น้องแท้ๆ ทำให้คดีนี้มีความซับซ้อนและน่าเศร้ายิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นการกระทำความผิดภายในครอบครัวซึ่งถือว่าเป็นการทำลายความไว้วางใจและความปลอดภัยที่ผู้เยาว์ควรจะได้รับจากสมาชิกในครอบครัว การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นความผิดทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำลายพื้นฐานทางจิตใจและความมั่นคงทางอารมณ์ของเด็กผู้เสียหายอย่างร้ายแรง กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาก (CIB) ได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) โดยเฉพาะกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปราม (กก.4 บก.ป.) ได้ดำเนินการจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญที่มีหมายจับค้างอยู่ในคดีอาชญากรรมร้ายแรงต่อเด็กและเยาวชน โดยสามารถจับกุมนายณัฐวุฒิฯ อายุ 20 ปี ตามหมายจับของศาลจังหวัดลำปาง หมายจับเลขที่ จ.294/2568 ซึ่งออกเมื่อวันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2567 ได้สำเร็จ ข้อหาร้ายแรงและการดำเนินคดี … Read more

รวบโจรงัดห้องเช่า กวาดพระเครื่องดังหลายองค์กว่า 15 เหรียญ เผยเอาไปแขวนเก็บเองบางส่วนให้เพื่อน

ผู้ต้องหาคดีดังกล่าวคือ นายประสิทธิ์ รักไทย อายุ 31 ปี ชาวจังหวัดพิจิตร ถูกจับกุมที่บริเวณห้องเช่าไม่มีเลขที่ ชุมชนท่าน้ำสวัสดี ถนนทรงเสริม แขวงและเขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 14 ตุลาคม ที่ผ่านมา พร้อมยึดของกลางจำนวนมาก โดยตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหา “ลักทรัพย์ในเคหสถานโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป” และ “รับของโจร” การจับกุมในครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จของทีมงานสืบสวนที่สามารถติดตามเบาะแสและจับกุมผู้ต้องหาได้อย่างรวดเร็ว ภายในระยะเวลาเพียง 5 วันนับจากวันที่เกิดเหตุ แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ ของกลางที่ยึดได้มีมูลค่าสูง จากการตรวจค้นที่พักอาศัยของผู้ต้องหา เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถยึดของกลางได้จำนวนมาก โดยเฉพาะพระเครื่องชื่อดังหลายองค์ที่มีมูลค่าสูง ประกอบด้วย พระเครื่องหลวงพ่อพัฒน์ จำนวน 1 เหรียญ พระเครื่องหลวงพ่อพัฒน์แบบปล้องอ้อย 1 เหรียญ พระเครื่องพ่อดำด้านหลังเป็นรูปหลวงพ่อจ่าดำถือปืน 1 เหรียญ พระเครื่องหลวงปู่เขียวหน้าหนวด 1 เหรียญ พระเครื่องหลวงพ่อชุบวัดวังกระแจะ 1 เหรียญ พระเครื่องหลวงพ่อบุญให้ 1 เหรียญ พระเครื่องหลวงปู่ทวดหลังหน้าฮวงจุ้ย 1 … Read more

เจ๊เอ๋ สระบุรี โวยแรง! ชี้ สว.อังคณา รับเงินเดือนจากภาษีคนไทยแต่ไปปกป้องสิทธิคนเขมร แนะคิดก่อนพูด

สถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะบริเวณบ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว ยังคงมีความตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคมและอินฟลูเอนเซอร์หลายรายที่พยายามสร้างกระแสเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ล่าสุดเกิดกรณีที่สร้างความถกเถียงในสังคมอย่างมาก หลังสมาชิกวุฒิสภาคนหนึ่งออกมาตั้งข้อสังเกตต่อการดำเนินการของอินฟลูเอนเซอร์ที่เข้าไปในพื้นที่ ทำให้เกิดการโต้แย้งและวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง “กัน จอมพลัง” นำเครื่องเสียงฉายหนังกลางแปลงในพื้นที่บ้านหนองจาน เหตุการณ์ที่จุดชนวนความขัดแย้งครั้งนี้เริ่มต้นจากการที่ “กัน จอมพลัง” อินฟลูเอนเซอร์ที่ติดตามเหตุการณ์ในพื้นที่ชายแดนมาอย่างต่อเนื่อง ได้นำเครื่องเสียงพร้อมกับหนังกลางแปลงเข้าไปฉายบริเวณพื้นที่บ้านหนองจาน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ในความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา การกระทำดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความกดดันและส่งสัญญาณต่อฝ่ายกัมพูชาที่เข้ามาบุกรุกพื้นที่ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวกลับกลายเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและอาจส่งผลกระทบต่อการเจรจาระหว่างสองประเทศ การนำเครื่องเสียงและหนังกลางแปลงเข้าไปฉายในพื้นที่ดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนที่พยายามแสดงออกถึงความไม่พอใจต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการที่มีกลุ่มชาวกัมพูชาเข้ามาบุกรุกพื้นที่และสร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่ การกระทำของ “กัน จอมพลัง” จึงได้รับการสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมากที่เห็นว่าเป็นการปกป้องอธิปไตยของชาติ สว.อังคณา ออกมาตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสมของการดำเนินการ จากเหตุการณ์ดังกล่าว นางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยตั้งข้อสังเกตต่อรัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงว่า การที่ปล่อยให้อินฟลูเอนเซอร์หรือ “กัน จอมพลัง” จัดรถแห่และทำการฉายหนังกลางแปลงในลักษณะดังกล่าวนั้น อาจถือเป็นการก่อกวนและสร้างความกดดันให้กับชาวกัมพูชา ซึ่งอาจจัดเป็นการทรมานตามนิยามของอนุสัญญาระหว่างประเทศ นางอังคณาได้ตั้งคำถามว่า การกระทำดังกล่าวอาจขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศและอนุสัญญาต่างๆ ที่ประเทศไทยเป็นภาคีหรือไม่ และอาจส่งผลกระทบต่อการเจรจาแก้ไขปัญหาระหว่างสองประเทศหรือไม่ คำถามเหล่านี้ได้สร้างความถกเถียงในวงกว้าง โดยเฉพาะจากกลุ่มประชาชนที่เห็นว่าการตั้งข้อสังเกตดังกล่าวไม่เหมาะสม และไม่สะท้อนถึงความรู้สึกของคนไทยที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การออกมาตั้งข้อสังเกตของ สว.อังคณา ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากประชาชนจำนวนมาก ที่มองว่าในฐานะที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาและอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ควรจะให้ความสำคัญกับสิทธิของคนไทยที่ได้รับความเดือดร้อนก่อน มากกว่าการไปเป็นห่วงสิทธิของชาวกัมพูชาที่เข้ามาบุกรุกพื้นที่ของประเทศไทย “เจ๊เอ๋ … Read more

ตำรวจแห่งชาติไว้อาลัย “หมู่จักร” เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่จับกุมเด็กแว้น มอบเงินช่วยเหลือกว่าล้านบาท พร้อมเสนอเลื่อนยศเป็น ด.ต. รวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีคู่กรณีอย่างรอบคอบ

เหตุการณ์อันน่าเศร้าและสะเทือนขวัญเกิดขึ้นในคืนวันที่ 12 ตุลาคม 2568 เวลาประมาณกลางดึก บริเวณพื้นที่ตำบลหาดคำ อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย ขณะที่ ส.ต.ท.จักรพงษ์ พุทธเสน ผู้บังคับหมู่ ฝ่ายป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจภูธรเมืองหนองคาย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กำลังปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมาย เพื่อออกตรวจดูแลความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้ หน่วยงานได้รับแจ้งเหตุจากประชาชนว่ามีกลุ่มวัยรุ่นจำนวนหนึ่งรวมตัวกันขับขี่จักรยานยนต์ด้วยความเร็วสูง ทำให้เกิดเสียงดังรบกวน และอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่น ซึ่งเป็นปัญหาที่สร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่ประชาชนในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง ส.ต.ท.จักรพงษ์จึงนำทีมออกปฏิบัติหน้าที่เพื่อจับกุมกลุ่มวัยรุ่นเหล่านี้ตามกฎหมาย ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างความปลอดภัยและความสงบสุขให้แก่ชุมชน อย่างไรก็ตาม ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น เมื่อรถกระบะคันหนึ่งที่มีหญิงวัย 30 ปี เป็นผู้ขับขี่ พุ่งชนเข้ามาอย่างรุนแรง ส่งผลให้ ส.ต.ท.จักรพงษ์ได้รับบาดเจ็บสาหัส และแม้จะได้รับการนำส่งโรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว แต่สภาพบาดเจ็บที่รุนแรงเกินกว่าที่แพทย์จะช่วยเหลือได้ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้กล้าหาญและเสียสละท่านนี้ต้องเสียชีวิตในที่สุด ทิ้งความโศกเศร้าไว้ให้กับครอบครัว เพื่อนร่วมงาน และประชาชนทั่วไป สำนักงานตำรวจแห่งชาติแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้ง เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2568 พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาแถลงข่าวและแสดงความอาลัยในนามของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยกล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอแสดงความอาลัยและความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของ ส.ต.ท.จักรพงษ์ พุทธเสน หรือ … Read more

นักท่องเที่ยวอินเดียปัสสาวะริมถนนพัทยา ถูกชาวบ้านชกล้มหัวฟาดพื้นเจ็บสาหัส หลังไม่ฟังคำเตือน

จากการตรวจสอบของศูนย์วิทยุหน่วยกู้ภัยสว่างบริบูรณ์ธรรมสถานเมืองพัทยา ซึ่งได้รับแจ้งเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายในเวลาเย็น ได้เร่งประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ สถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา พร้อมทีมอาสาสมัครกู้ภัยเข้าไปยังจุดเกิดเหตุอย่างรวดเร็ว ณ จุดเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบชายชาวอินเดีย อายุ 52 ปี นอนนิ่งอยู่บนพื้นถนนท่ามกลางแอ่งเลือด บริเวณศีรษะได้รับบาดเจ็บรุนแรงจากการกระแทกกับพื้นทางเดินคอนกรีต สติไม่ชัดเจน ทีมกู้ภัยจึงรีบทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ห้ามเลือด และพยุงคอเพื่อป้องกันการบาดเจ็บของไขสันหลัง ก่อนนำส่งโรงพยาบาลพัทยาเมโมเรียลอย่างเร่งด่วน ขณะที่ผู้ก่อเหตุได้หลบหนีออกจากที่เกิดเหตุไปก่อนหน้าที่เจ้าหน้าที่จะมาถึง คำให้การจากพยานผู้พบเห็นเหตุการณ์ นายสมชาย (นามสมมติ) วินมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่จอดรถอยู่บริเวณใกล้เคียง ซึ่งเป็นพยานสำคัญในคดีนี้ ได้ให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็น ขณะที่มีนักท่องเที่ยวสัญจรไปมาบริเวณตลาดอย่างคึกคัก นักท่องเที่ยวชาวอินเดียเดินมาจอดริมรั้วข้างทาง ก่อนจะแก้กระดุมกางเกงและเริ่มปัสสาวะลงบนพื้นคอนกรีตริมทางเดิน ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและขัดต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม “ผมเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ต้น ผู้ชายคนนั้นมายืนฉี่หน้าตลาดเลย ในเมื่อตรงนั้นมีคนเดินผ่านไปมาเยอะ ผมเลยเดินไปบอกแบบสุภาพว่า ไม่ให้ปัสสาวะตรงนี้ เพราะไม่เหมาะสม ให้เดินเข้าไปในตลาดมีห้องน้ำสาธารณะให้บริการฟรี แต่เขากลับไม่สนใจ ยังคงทำต่อไป” นายสมชายเล่า เมื่อนายสมชายพยายามห้ามมากขึ้น เพื่อนของชาวอินเดียที่อยู่ด้วยรวมประมาณ 3-4 คน ได้เข้ามาเถียงโต้แย้งอย่างรุนแรง โดยอ้างว่าเป็นเรื่องส่วนตัว และไม่เห็นว่าเป็นปัญหาอะไร การโต้เถียงทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนมีชาวบ้านคนอื่นๆ ที่เดินผ่านไปมาเข้ามาช่วยทักท้วงและอธิบายว่าการกระทำดังกล่าวผิดกฎหมายและขาดความเคารพต่อวัฒนธรรมท้องถิ่น การบานปลายสู่ความรุนแรง ตามคำให้การของพยาน เมื่อการโต้เถียงยืดเยื้อและทวีความตึงเครียดมากขึ้น ชายไทยคนหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าของร้านค้าในบริเวณใกล้เคียง ได้เดินเข้าไปพยายามห้ามปรามอย่างเด็ดขาดมากขึ้น … Read more

แม่ร้องช่วยลูกชาย ถูกแก๊งหลอกไปทำงานกัมพูชา แอบแชตบอกน่ากลัว-ต้องไถ่ตัวครึ่งล้าน

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2568 ที่บ้านเช่าเล็กๆ ริมถนนในพื้นที่หมู่ 2 ตำบลศาลาแดง อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง นางสาวสำเริง โพธิ์พิกุล อายุ 43 ปี ซึ่งเป็นชาวบ้านหมู่ 13 ตำบลบางจัก อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง ได้ออกมาร้องขอความช่วยเหลือด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวลและความสิ้นหวัง เธอวอนขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือลูกชายคนเดียวที่ตกเป็นเหยื่อของแก๊งค้ามนุษย์ นายณัฐวัฒน์ วงษ์ชำนาญ ลูกชายของนางสาวสำเริงที่มีอายุเพียง 20 ปี ได้ถูกหลอกให้เดินทางไปทำงานที่ต้องใช้ความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่ประเทศกัมพูชา พร้อมกับแฟนสาวซึ่งเป็นชาวจังหวัดสุพรรณบุรี เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ได้สร้างความหวาดกลัวและความเครียดอย่างมากให้กับครอบครัวที่อยู่ในภาวะยากลำบากอยู่แล้ว จุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่น่าสงสัย ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2568 เมื่อนายณัฐวัฒน์บอกกับแม่ว่าตนเองได้รับข้อเสนองานที่ดูน่าสนใจในกรุงเทพมหานคร งานดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการใช้ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นความสามารถที่เขามีอยู่ ในช่วงเช้าของวันนั้นประมาณเวลา 08.00-09.00 น. มีหญิงสาวร่างอ้วนคนหนึ่งได้ขับรถเก๋งสีดำมาที่บ้านเช่าในจังหวัดอ่างทองเพื่อรับตัวนายณัฐวัฒน์และแฟนสาว ในขณะนั้นนายณัฐวัฒน์ได้บอกกับแม่อย่างมั่นใจว่าเขาจะไปทำงานที่กรุงเทพมหานคร และสัญญาว่าจะติดต่อกลับมาเป็นระยะ นางสาวสำเริงซึ่งเป็นแม่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากนัก เพราะคิดว่าลูกชายได้โอกาสทำงานที่ดีในเมืองหลวง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นกลับกลายเป็นฝันร้ายที่ไม่มีใครคาดคิด ความจริงที่น่าสะพรึงกลัวค่อยๆ เผยออกมา เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นเพียงสองวันหลังจากที่นายณัฐวัฒน์ออกเดินทาง … Read more

พ่อค้าเขียงหมูสะสมความโมโหจนระเบิด ขว้างกระดูกหมูถูกเบ้าตาแม่ค้าฝั่งตรงข้าม หลังเหลือทนฟังพูดเรื่อง “ของใส่-เสกหนังควาย” ไปทั่วตลาด

นางขันทอง ายุ 56 ปี แม่ค้าเขียงหมูที่เป็นผู้เสียหายในคครั้งนี้ เดินทางมายังสถานีตำรวจภูธรอำเภอลานสักด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความไม่พอใจ เธอได้ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างละเอียดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งยื่นหลักฐานรูปถ่ายบาดแผลที่เบ้าตาข้างขวาซึ่งบวมช้ำเป็นสีแดงดำจากการถูกกระดูกหมูขว้างเข้าใส่ ตามที่นางขันทองให้การไว้ว่า ตนเองไม่เคยมีปัญหาหรือความขัดแย้งใดๆ กับนายสาครซึ่งเป็นพ่อค้าเขียงหมูที่วางขายอยู่ฝั่งตรงข้ามกับตนมาก่อน แต่ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณ 2-3 วันก่อนหน้าเหตุการณ์ ซึ่งตนมีปัญหาส่วนตัวเกิดขึ้นกับหลานสาวของตนเองที่ช่วยขายหมูในตลาดด้วยกัน “ก่อนหน้านี้หลานดิฉันไม่ค่อยสบาย ดิฉันก็เลยพูดออกไปตามอารมณ์ว่าโดนของใส่หรือเปล่า หรือมีคนทำอะไรใส่บ้าง ซึ่งมันก็แค่พูดไปตามปากตามคำเท่านั้น แต่มันกลับทำให้มีปากเสียงกันกับหลานสาว จนมาถึงวันเกิดเหตุ ตอนนั้นดิฉันกำลังหั่นเนื้อหมูขายให้กับลูกค้าตามปกติ ไม่ได้คิดอะไรหรือพูดอะไรกับใครเลย แต่จู่ๆ ก็เห็นก้อนกระดูกหมูก้อนโตบินมาจากฝั่งตรงข้าม แล้วก็มาถูกที่เบ้าตาข้างขวาของดิฉันอย่างแรง จนทำให้ดิฉันต้องหยุดการทำงานทันที และต้องรีบไปพบแพทย์” นางขันทองเล่าถึงเหตุการณ์ด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ นางขันทองกล่าวเพิ่มเติมว่า เธอรู้สึกตกใจและไม่เข้าใจเหตุผลว่าทำไมพ่อค้าเขียงหมูคู่กรณีจึงต้องใช้ความรุนแรงกับตนถึงขนาดนี้ แม้ว่าตนจะพูดเรื่องของใส่หรือเสกหนังควายออกไปบ้าง แต่ก็เป็นแค่เรื่องส่วนตัวระหว่างตนกับหลานสาว ไม่ได้ไปกล่าวหาหรือพูดถึงใครโดยตรง ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลใดที่คู่กรณีจะต้องมาทำร้ายตน พ่อค้าปฏิเสธไม่ได้ ยอมรับขว้างด้วยความทนไม่ไหว ในอีกด้านหนึ่ง นายสาคร (นามสมมติเพื่อคุ้มครองความเป็นส่วนตัว) อายุ 63 ปี พ่อค้าเขียงหมูที่เป็นผู้ก่อเหตุขว้างกระดูกหมูใส่แม่ค้าคู่กรณี ก็ได้เดินทางมายังสถานีตำรวจเช่นกัน แต่ด้วยสีหน้าที่ดูเครียดและเหนื่อยล้า เขาได้ให้การรับสารภาพต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ตนเป็นผู้กระทำการดังกล่าวจริง แต่มีเหตุผลและที่มาที่ไปอย่างชัดเจน “ผมยอมรับว่าผมเป็นคนขว้างกระดูกหมูใส่คุณผู้หญิงคนนั้นจริง แต่ผมไม่ได้จงใจหรือวางแผนที่จะทำร้ายเธอตั้งแต่แรก เพียงแต่ว่าผมอดทนไม่ไหวจริงๆ แล้ว” นายสาครกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความเครียดสะสม นายสาครอธิบายต่อว่า … Read more

รวบไรเดอร์แอปส่งอาหารชื่อดัง ลอบขายบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมาย ซุกซ่อนในกล่องข้าว-กล่องไอศกรีม ยึดของกลางนับพันชิ้น

ผู้ต้องหาในคดีนี้คือ นายวิษณุ (สงวนนามสกุล) อายุ 36 ปี ซึ่งถูกจับกุมบริเวณริมถนนสาธารณะหน้าตึกพลัมคอนโดปาร์ครังสิต 1A หมู่ที่ 4 บนถนนพหลโยธิน ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ในขณะที่กำลังดำเนินการส่งมอบบุหรี่ไฟฟ้าให้แก่ลูกค้า ของกลางที่ยึดได้จากการจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการตรวจค้นและยึดของกลางจากผู้ต้องหา ประกอบด้วย เครื่องบุหรี่ไฟฟ้าขนาดมาตรฐาน จำนวน 1 เครื่อง บุหรี่ไฟฟ้าแบบใช้แล้วทิ้งขนาด 9,000 คำ จำนวน 3 เครื่อง บุหรี่ไฟฟ้าแบบใช้แล้วทิ้งขนาด 12,000 คำ จำนวน 1 เครื่อง บุหรี่ไฟฟ้าแบบใช้แล้วทิ้งขนาด 20,000 คำ จำนวน 1 เครื่อง และหัวพอตสำหรับเครื่องบุหรี่ไฟฟ้า จำนวนทั้งสิ้น 16 หัว ของกลางทั้งหมดนี้ถูกบรรจุอย่างแนบเนียนภายในกล่องโฟมใส่อาหารและกล่องบรรจุไอศกรีม เพื่อปิดบังและหลอกลวงเจ้าหน้าที่ไม่ให้ทราบว่าภายในบรรจุบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมาย วิธีการนี้เป็นการใช้ช่องทางการส่งอาหารเป็นฉากบังหน้าในการดำเนินธุรกิจผิดกฎหมาย กระบวนการสืบสวนและการวางแผนจับกุม การจับกุมในครั้งนี้เป็นผลมาจากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 1 บก.สอท.2 ที่ได้รับข้อมูลว่ามีผู้ต้องสงสัยลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมายในพื้นที่ จังหวัดปทุมธานี โดยใช้วิธีการนำบุหรี่ไฟฟ้ามาส่งมอบให้กับลูกค้าที่บริเวณริมถนนสาธารณะหน้าอาคาร และมีการอำพรางของกลางโดยการบรรจุภายในกล่องโฟมใส่อาหารหรือกล่องบรรจุไอศกรีม … Read more